
7ปัจจัยทุบหุ้นเม.ย.
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นเดือนเม.ย. 2556 ว่าความเสี่ยงที่ดัชนีหุ้นหลุด 1,500 จุด ยังไม่หมดไปมองทริกเกอร์ฟันด์ แค่ยื้อเวลาพักฐานออกไปช่วงสั้นเท่านั้น จากปัจจัยกดดันดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นเดือนเม.ย. 2556 ว่าความเสี่ยงที่ดัชนีหุ้นหลุด 1,500 จุด ยังไม่หมดไปมองทริกเกอร์ฟันด์ แค่ยื้อเวลาพักฐานออกไปช่วงสั้นเท่านั้น จากปัจจัยกดดันดังนี้
1.ความไม่แน่นอนในสถานการณ์ยุโรปยังไม่หมดไป โดยเฉพาะการเมืองอิตาลีที่ยืดเยื้อ หลังยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงแนะนำให้จับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของอิตาลีอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเดือน เม.ย. (วันที่ 11 และ 24 เม.ย.) อิตาลีจะมีพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน 4.75 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนถึง 4 เท่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) 10 ปี ปรับขึ้นแตะระดับ 5% ขึ้นไป อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง (ปัจจุบัน Yield อยู่ที่ประมาณ 4.7%)
2.การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงปลายเดือน มี.ค. น่าจะเริ่มสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต รวมทั้งมาตรการสกัดเงินบาทแข็งที่อาจเกิดขึ้น
3.การเมืองเริ่มไม่นิ่ง อาจทำให้การทำงานตามนโยบายต่างๆ ไม่ราบรื่นหรืออาจเกิดความล่าช้าขึ้นได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เคยคาดการณ์กันว่าเติบโต 56% ในช่วง 23 ปีข้างหน้าเป็นไปได้ยากขึ้น และจะส่งผลการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
4.ความร้อนแรงของราคาหุ้นในตลาดถูกผลักดันจากการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กจำนวนมาก หลายตัวราคาขึ้นมากกว่า 100% ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ขณะที่เม็ดเงินแห่เข้าลงทุนในหุ้นนอกกลุ่ม SET 100 สูงขึ้นเรื่อยๆ จากสัดส่วนเฉลี่ยในปี 2555 เพียง 18% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของทั้งสองตลาด มาที่ 24% 28% และ 34% ในเดือน ม.ค. ก.พ. และ มี.ค. 2556 ตามลำดับ สิ่งนี้แสดงถึงความเปราะบางของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
5.มูลค่าหุ้นไทยค่อนข้างตึงตัวแล้วเมื่อเทียบกับภูมิภาค ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) และสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พีบีวี) ปี 2556 ที่ 14.4 เท่าและ 2.4 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตัวเองในอดีต และเทียบกับภูมิภาค (เอ็มเอสซีไอไม่รวมญี่ปุ่น) ที่ 11.5 เท่าและ 1.4 เท่าตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับกลุ่มประเทศ TIP คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตลาดหุ้นไทยยังไม่แพง และทิสโก้ยังคงเป้าหมายดัชนีในปีนี้ไว้ที่ 1,650 จุด
6.ผลกระทบจากฤดูกาลขึ้นเครื่องหมาย XD มากสุดในช่วงเดือนเม.ย.ต้น พ.ค. จากการสำรวจมี บจ.จ่ายปันผลในช่วงดังกล่าวมีทั้งสิ้น 175 บริษัท (ยังไม่รวมบริษัทที่จ่ายปันผลเป็นหุ้น) ส่งผลให้ดัชนีหุ้นลดลงประมาณ 14 จุด
7.ตามสถิติในอดีตโอกาสที่ดัชนีหุ้นจะปรับขึ้นในเดือนที่ 11 มีเพียง 2% จากการศึกษาข้อมูลการซื้อขายนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ปี 2518 มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมากกว่า 10 เดือนติดต่อกัน คือ เดือน ส.ค. 2520 (ขึ้น 11 เดือนติดต่อกัน) และเดือน ธ.ค. 2532 (ขึ้น 12 เดือนติดต่อกัน) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หุ้นเดือน เม.ย. มีโอกาสปรับลงถึง 98%
ทั้งนี้ ในเดือน มี.ค. ตลาดหุ้นผันผวนสูงมาก เหวี่ยงเกือบ 140 จุด แต่ยังปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน และสร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 19 ปีที่ 1,601 เมื่อวันที่ 19 มี.ค.มูลค่าการซื้อขายทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.01 แสนล้านบาท ในวันที่ 22 มี.ค. 2556
สำหรับการออก ทริกเกอร์ฟันด์ 12 กองทุน รวมมูลค่าประมาณ 1.92 หมื่นล้านบาท ถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาแค่ 1 สัปดาห์ เพราะนับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 8 มี.ค. 2556 (ก่อนที่หุ้นจะร่วงลงหนักๆ) หรือรวม 9 สัปดาห์ มีทริกเกอร์ฟันด์ออก 14 กอง รวมมูลค่า 1.89 หมื่นล้านบาท
ในรอบนี้ ทริกเกอร์ทยอยเข้าลงทุนแล้ว 1 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปลายสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มี.ค.และจะเข้าลงทุนอีกราว 6,200 ล้านบาทในสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย.และอีก 3,000 ล้านบาทในสัปดาห์ถัดไป
“เราปรับมุมมองจาก ระมัดระวัง จากเดือนที่แล้ว เป็น เชิงลบ ในเดือน เม.ย. อย่างไรก็ดี มองหุ้นลงเป็นจังหวะทยอยสะสม เพราะดัชนีน่าจะกลับมาเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้งหลังวันสงกรานต์ จากการอัดฉีดเงินในระบบเพิ่มเติมของธนาคารกลางญี่ปุ่น และแรงเก็งผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2556 ที่คาดว่าจะออกมาดี จากการบริโภคในประเทศ ฐานกำไรไตรมาสแรก ปี 2555 ที่ต่ำ เพราะยังไม่ฟื้นตัวมากนักจากน้ำท่วม และอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลงจาก 23% ในปีที่แล้ว เป็น 20% ในปีนี้
ส่วนหุ้นที่ชอบยังเป็นหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ และเบื้องต้นคาดว่างบไตรมาสแรกจะออกมาดี แถมมีการเติบโตสูงในช่วง 23 ปีข้างหน้า
หุ้นที่แนะนำในเดือน เม.ย. คือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK)
ด้านแนวต้านและแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,575-1,600 จุดและ 1,480-1,490 จุดตามลำดับ







