
Thailand 2020
รัฐบาลได้เสนอพระราชบัญญัติการลงทุน 2ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยเรียกให้เข้าใจง่ายว่าเป็น พ.ร.บ. Thailand 2020 ซึ่งหมายถึงประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อถึงปี 2020 หลังจากที่มีการใช้เงินลงทุนครบ 7 ปีแล้ว
รัฐบาลได้เสนอพระราชบัญญัติการลงทุน 2ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยเรียกให้เข้าใจง่ายว่าเป็น พ.ร.บ. Thailand 2020 ซึ่งหมายถึงประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อถึงปี 2020 หลังจากที่มีการใช้เงินลงทุนครบ 7 ปีแล้ว
จากการสำรวจความเห็นของประชาชนส่วนมาก เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมนี้ เพราะจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาขึ้น อีกทั้งจะเป็นการสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านให้มาอาศัยประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมด้วย โดยที่ประเทศไทยไม่ได้มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ ให้ประชาชนได้ตื่นตาตื่นใจ นับตั้งแต่การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการปฏิวัติ แล้วก็แทบจะไม่มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอะไรใหญ่ๆ เพิ่มเติมอีกเลย
สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงและอยากให้รัฐบาลระมัดระวัง ก็คงไม่พ้นเรื่องความมีประสิทธิภาพของการใช้เงินลงทุน รวมถึงลำดับความสำคัญก่อนหลังของแต่ละโครงการ และที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใสนี้สามารถทำได้ โดยการเปรียบเทียบราคาค่าก่อสร้างระบบรางในแต่ละชนิดต่อหน่วยกิโลเมตร ตลอดจนราคารถไฟชนิดต่างๆ กับราคาในต่างประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจที่คล้ายกัน ซึ่งก็ไม่น่าที่จะต่างกันนัก
ส่วนที่มีการกล่าวถึงเรื่องการคืนทุนใน 50 ปีนั้น อาจจะทำให้ประชาชนสับสน เพราะการกู้ยืมของรัฐอาจจะไม่เหมือนกับการกู้ยืมของเอกชน ซึ่งหากรัฐสามารถทำให้รายได้ประชาชาติเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระดับที่เหมาะสมแล้ว เรื่องการชำระคืนก็จะเป็นการหมุนเวียนของรายได้และรายจ่ายในอนาคต โดยรัฐต้องพยายามอย่าให้หนี้สาธารณะมีสัดส่วนที่สูงกว่ารายได้ประชาชาติมากนัก เนื่องจากฐานรายได้ของรัฐบาลไทยที่ส่วนใหญ่มาจากภาษีอากรยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เจ้าหนี้จะไม่แน่ใจในความสามารถในการใช้หนี้ แต่หากรัฐลงทุนแล้วทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากฐานภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น การสร้างหนี้นั้นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
การคำนวณผลตอบแทนหากมองว่าหลังจากลงทุนครบแล้ว จะทำให้ประเทศไทยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและลดการใช้พลังงานลงได้อย่างน้อย 2% ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งหากคำนวณจากรายได้ประชาชาติปัจจุบันแล้วจะมีมูลค่าประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ในอนาคตอีก 7 ปี รายได้ประชาชาติของประเทศไทยจะโตเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น การลด 2% ของค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการใช้พลังงานจะมีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านบาท หรืออาจจะถึง 4 แสนล้านบาทต่อปีได้ ดังนั้น หากมองในเรื่องการที่จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในแต่ละปีได้ถึงขนาดนี้ การลงทุนก็ถือว่าเกินคุ้มแล้ว
ในเรื่องที่มีความเห็นว่าทำไมไม่ใส่การลงทุนนี้ในงบประมาณปกติก็ต้องขออธิบายว่า ในข้อกฎหมายมีการกำหนดไม่ให้มีการกู้ยืมเกิน 20% ของงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งหากรวมการลงทุนในเรื่องนี้เข้าไปจะทำให้มีการกู้เงินเกินเพดานการกู้ยืม ซึ่งทำไม่ได้ นอกจากนี้ การกำหนดเป็น พ.ร.บ. เพราะรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศ จึงจำเป็นจะต้องมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ สามารถสร้างระบบคมนาคมทั้งหมดเสร็จในระยะเวลา 7 ปี โดยไม่หยุดชะงักหรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงการกลางคัน
นอกจากเรื่องระบบรางและระบบถนนแล้ว อยากจะมีการเร่งรัดการดำเนินการขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 อย่างเร่งด่วน เพราะสนามบินสุวรรณภูมิปัจจุบันได้ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว จนรัฐบาลต้องกลับมาเปิดสนามบินดอนเมือง เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการที่จะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้ และเสียโอกาสที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบิน จ.ภูเก็ต ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ แต่สนามบินยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันตามความเจริญของ จ.ภูเก็ต
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยือนประเทศเยอรมนี ในโครงการทัศนศึกษาของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. 2555) ที่ผู้เขียนได้ร่วมศึกษาอยู่ และมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชม DFS ที่เป็นเหมือนบริษัท วิทยุการบินของประเทศเยอรมนี ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต โดยการประสานงานของคุณสาริณี แสงประสิทธิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศยุโรปมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันต้องบริหารจัดการเที่ยวบินปีละกว่า 3 ล้านเที่ยว ในขณะที่ประเทศไทยมีการบริหารจัดการเที่ยวบินกว่า 5 แสนเที่ยวในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 6 แสนเที่ยวในปีนี้ โดยจะมีการเติบโตมากกว่า 10% และประเทศไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอาเซียน เหมือนที่ประเทศเยอรมนีเป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป และในอนาคตประเทศไทยก็จะต้องบริหารเที่ยวบินไม่น้อยกว่าประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ขยายสนามบิน
ส่วนการคมนาคมทางน้ำนั้น ท่าเรือปากบารา จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อสองฝั่งของมหาสมุทรที่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
ประเทศไทยกำลังจะก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ขออย่าให้มีเรื่องอะไรมาสะดุดอีกเลยครับ







