การเจรจากับกลุ่มก่อการร้าย
เมื่อคราวที่แล้วผู้เขียนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหลักการการเจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอนในการเจรจาต่อรอง โดยเป็นช่วงเดียวกันกับที่รัฐบาลไทยกำลังส่งผู้แทนระดับสูงเข้าเจรจาต่อรองกับกลุ่มก่อความไม่สงบบีอาร์เอ็น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย
เมื่อคราวที่แล้วผู้เขียนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหลักการการเจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอนในการเจรจาต่อรอง โดยเป็นช่วงเดียวกันกับที่รัฐบาลไทยกำลังส่งผู้แทนระดับสูงเข้าเจรจาต่อรองกับกลุ่มก่อความไม่สงบบีอาร์เอ็น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย
มีผู้อ่านหลายท่านให้การตอบรับและให้ความสนใจเป็นอย่างดียิ่ง โดยบางท่านต้องการให้ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงผลได้ผลเสียจากการที่รัฐบาลเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน สัปดาห์นี้ผู้เขียนเลยขอขยายผลต่อจากบทความชิ้นที่แล้ว โดยจะเน้นไปที่ผลดีผลเสียของการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย
ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า โดยหลักการสากลแล้วจะไม่มีรัฐบาลประเทศใดๆ ในโลกยอมเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายแบบเปิดเผยหรือถ้าจำเป็นต้องมีการเจรจาก็จะหลีกเลี่ยงการส่งผู้แทนระดับสูงเข้าเจรจาโดยตรงและเลี่ยงการเจรจาต่อรองแบบเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากผลของการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายโดยธรรมชาติแล้ว เป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นการส่วนตัว ไม่สามารถรับประกันได้ หรือไม่สามารถรองรับได้โดยกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลมีความสามารถทำให้การเจรจาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ (ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมากในทางปฏิบัติ)
ทีนี้ก็กลับมาว่ากันในส่วนของผลดีที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งในส่วนของผลดีจะเกิดขึ้นได้ถ้ากลุ่มผู้ก่อการเป็น “กลุ่มของจริงที่มีตัวตนจริงและมีอิทธิพลจริงต่อความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้นขณะนั้น” กล่าวง่ายๆ ก็คือ จะต้องเจรจาถูกกลุ่มจึงจะสามารถคาดการณ์ผลในด้านดีได้บ้าง เพราะถ้ากลุ่มที่รัฐบาลเจรจาด้วยเป็นของปลอมหรือไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือมีอิทธิพลต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น การเจรจาต่อรองก็ย่อมจะสูญเปล่าตั้งแต่ต้น
ผลดีที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองได้แก่ 1) ระหว่างกระบวนการในการเจรจาต่อรอง รัฐบาลสามารถยื่นเสนอเงื่อนไขให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายยุติการก่อเหตุการณ์ความรุนแรงทุกรูปแบบได้ แต่กรณีนี้รัฐต้องฉลาดในเรื่องของการกำหนดกรอบระยะเวลาเพื่อเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายสามารถปฏิบัติตามได้โดยพวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกบีบบังคับ และ 2) ช่วยระงับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล หรือในกรณีที่มีการจับตัวประกันก็จะมีเวลาช่วยเหลือตัวประกันได้และในหลายๆ กรณี ตัวประกันก็อาจจะได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างปลอดภัย
ผลเสียเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากกรณีข้างต้น ได้แก่ 1) รัฐบาลต้องรอบคอบในการเตรียมตัวที่จะยอมสูญเสียบางสิ่งบางอย่างเพื่อแลกกับการที่จะให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายยุติการก่อเหตุความรุนแรงและการทำลายชีวิตและทรัพย์สินของชาติ โดยธรรมชาติแล้วกลุ่มผู้ก่อการร้ายจะนิยมยื่นเงื่อนไขเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการยุติความรุนแรง เช่น การขอให้ปล่อยตัวพวกเดียวกันออกจากคุก หรือการขอแยกดินแดนที่กลุ่มของตนเองมีบทบาทออกจากการปกครองของรัฐ
2) ถ้ารัฐบาลรู้ไม่เท่าทัน อาจจะหลงกลกลุ่มผู้ก่อการร้ายโดยยอมทำตามข้อเสนอแบบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับคืน (ในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายวิเคราะห์ออกได้ว่ารัฐบาลอยู่ในช่วงของการอ่อนแอและเสียศูนย์ เช่น การที่รัฐบาลอยู่ในช่วงไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน รัฐบาลได้รับการโจมตีอย่างหนักว่ามีการคอร์รัปชันสูง มาตรการด้านความมั่นคงของรัฐหละหลวม กำลังพลด้านความมั่นคงของรัฐขาดแคลนและขาดทักษะในการป้องกันตัว นโยบายด้านความมั่นคงและข่าวกรองของผู้นำระดับสูงไม่เสถียรและขาดวิสัยทัศน์ เป็นต้น)
3) การตัดสินใจเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายย่อมหมายความว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้รับการยอมรับและความชอบธรรมจากรัฐบาลว่าเป็นกลุ่มที่ถูกต้องของสังคม โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายนั้นๆ ก็จะสามารถใช้เหตุผลดังกล่าวไปขยายผลเพื่อขยายฐานที่มั่นและสมาชิกให้เพิ่มขึ้นผ่านการได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศผู้หนุนหลังได้อย่างมหาศาล และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาลประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายมักประกาศเป็นนโยบายว่า “จะไม่มีการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นอันขาด”
4) ถ้าผลการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายออกมาเป็นผลลบ รัฐบาลย่อมจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้ หลายครั้งหลายกรณีรัฐบาลถึงกับต้องมีการเปลี่ยนแปลงและเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาบริหารประเทศแทน 5) ถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องยืมมือบุคคลหรือประเทศที่สามเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในเรื่องของการเจรจา รัฐบาลต้องรอบคอบและคำนึงผลได้ผลเสียเพิ่มมากขึ้นเป็นอีกหลายสิบเท่า เพราะถ้าประเทศหรือบุคคลที่สามมีเจตนาแอบแฝงและพยายามแสวงหาผลประโยชน์จากการเจรจา ผลลบย่อมเกิดขึ้นต่อรัฐบาลอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และ 6) ถ้ารัฐบาลใดๆ ก็ตามเพียงแค่หวังใช้การเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายเพื่อสร้างภาพทางการเมืองให้กับตนเองหรือเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนในบางประเด็น ผลเสียระยะยาวต่อประเทศก็จะตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทว่า คงจะไม่มีสูตรสำเร็จสูตรใดที่แน่ชัดและสามารถนำมาใช้ได้กับทุกสถานการณ์ความรุนแรง การทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยจะต้องประสานกันอย่างเหนียวแน่น เพราะถ้าไม่เช่นนั้นรัฐบาลนั้นๆ ก็จะเหลือเพียงทางเลือกเดียว นั่นก็คือ การใช้กำลังทหารเข้ายุติความรุนแรง ซึ่งย่อมหมายถึงความรุนแรงและความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น


