
วิกฤตไซปรัส : วิกฤต หรือ...โอกาส
วิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้กลับมาหลอกหลอนบรรดานักลงทุนทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ในวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงไปถึง 50.55 จุด ภายในวันเดียว และมียอดซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1 แสนล้านบาทผมเองไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดหุ้นเมืองไทยหรือเปล่า? ผมจึงอยากให้ข้อมูลเท่าที่ผมมีอยู่ เพื่อให้คุณผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุน “มีสติ” ในการลงทุนต่อไป ดังนี้ครับ
วิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้กลับมาหลอกหลอนบรรดานักลงทุนทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ในวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงไปถึง 50.55 จุด ภายในวันเดียว และมียอดซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1 แสนล้านบาทผมเองไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดหุ้นเมืองไทยหรือเปล่า? ผมจึงอยากให้ข้อมูลเท่าที่ผมมีอยู่ เพื่อให้คุณผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุน “มีสติ” ในการลงทุนต่อไป ดังนี้ครับ
หนึ่ง ‘ต้นเหตุ’ ปัญหาของไซปรัส
สาธารณรัฐไซปรัส เป็นหนึ่งใน 17 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มยูโรโซน ดังนั้น ไซปรัสจึงต้องใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศด้วยเช่นกัน ไซปรัสมีจำนวนประชากรประมาณ 1 ล้านคน และมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก (ประเทศไทยน่าจะมีประมาณ 370 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 15 เท่าของไซปรัส)
ไซปรัสมีธุรกิจภาคการเงินที่ใหญ่มาก มีเงินฝากจำนวนมหาศาล คาดว่าประมาณ 8 เท่าของขนาดจีดีพี เงินส่วนใหญ่จะมาจากนักธุรกิจชาวรัสเซีย และไซปรัสก็มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีว่าเป็นหนึ่งใน “แหล่งฟอกเงินของโลก” พอหลายๆ ประเทศในกลุ่มยูโรโซนมีปัญหา เงินฝากจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลออกจากไซปรัสไปอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
สอง วิธีการแก้ปัญหาของไซปรัสเมื่อไซปรัสขาดสภาพคล่อง ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องไปคุยกับหน่วยงานหนึ่งที่มีชื่อว่า “ทรอยกา” ซึ่งประกอบไปด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) และสหภาพยุโรป โดยยื่นข้อเสนอขอกู้เงินจำนวน 1 แสนล้านยูโร แต่ต้องแลกกับมาตรการรัดเข็มขัด โดยจะต้องหาเงินจำนวน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ได้
“ทรอยกา” ได้บังคับให้ไซปรัสหักภาษีเงินฝากประชาชนที่ฝากไม่เกิน 1 แสนยูโร จะถูกหัก 6.9% และที่ฝากเกิน 1 แสนยูโร จะถูกหัก 9.9% เพื่อให้ได้เงินจำนวนดังกล่าว แต่รัฐสภาไซปรัสโหวตไม่ผ่านหลักการดังกล่าว ทำให้ไซปรัสต้องหันไปพึ่งมิตรประเทศที่ฝากความหวังไว้ นั่นคือ รัสเซีย แต่ในที่สุดรัสเซียก็ปฏิเสธการขอกู้เงินของไซปรัส
สาม เมื่อไซปรัสยังต้องดิ้นรนหาทางออกหลังจากถูกปฏิเสธการขอเงินกู้ดังกล่าว ไซปรัสจึงต้องหันกลับไปคุยกับทรอยกาเกี่ยวกับการขอเงินกู้ต่อไป โดยวิธีการที่ออกมาในช่วงแรกจะเป็นการใช้ “เงินบำนาญ” และ “เงินสวัสดิการสังคม” ของประชาชนชาวไซปรัส ซึ่งในปัจจุบันก็ดำรงชีวิตอย่างยากลำบากอยู่แล้ว หากเงินดังกล่าวที่จะมาช่วยเจือจุนหายไปในพริบตารัฐบาลก็คงจะต้องเจอกับ “การลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไซปรัส” อย่างแน่นอน
รัฐบาลไซปรัสจึงมีแนวโน้มที่จะเลือกวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดังกล่าว โดยการนำวิธีการหักภาษีเงินฝากประชาชนมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้รัฐบาลไซปรัสจะไม่มีการหักภาษีใดๆ ต่อบัญชีเงินฝากที่มีเงินฝากน้อยกว่า 1 แสนยูโร แต่จะไปเล็งใช้วิธีดังกล่าวกับบัญชีเงินฝากที่มียอดสูงกว่า 1 แสนยูโร ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นเงินฝากของนักธุรกิจชาวรัสเซีย โดยมาตรการภาษีเงินฝากที่จะนำมาใช้กับบัญชีที่มีเงินฝากจำนวนมากนั้นอาจต้องถูกหักภาษีสูงถึง 20%
สี่ ปัญหาของไซปรัส ใกล้จะจบแล้วใช่ไหม?
ผมเองมองว่าไซปรัสและบรรดาประเทศที่มีหนี้สาธารณะในระดับสูงในกลุ่มยูโรโซน ยังจะต้องผจญกับปัญหาการขาดสภาพคล่องและวิกฤตการเงินเป็นระยะๆ ต่อไป และจะไม่มีทางจบสิ้นลงในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้
สาเหตุเป็นเพราะว่าบรรดาปัญหาดังกล่าวยังไม่ถึงจุดต่ำสุดเลย ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ไซปรัสได้รับเงินกู้จากทรอยกาแล้ว ไซปรัสคงจะต้องเผชิญกับปัญหาเงินทุนไหลออกครั้งใหญ่ และอาจจะเป็น “เงินไหลออกที่มีจำนวนสูงสุดในประวัติศาสตร์” ของไซปรัส
หากไซปรัสแก้ปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เร็วก็อาจทำให้เงินทุนไหลกลับ แต่หากใช้วิธีหักภาษีเงินฝากดังกล่าวแล้ว ในที่สุดนักลงทุนชาวรัสเซียซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่สุดของไซปรัสก็คงเข็ดขยาด และไม่กล้ากลับมาข้องแวะกับไซปรัสอีกต่อไป
ห้า ชะตากรรมของตลาดหุ้นไทย ต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ประเทศไทยในมุมมองของผม เราพึ่งพาการส่งออกสูงมากถึงประมาณ 70% ของจีดีพีของประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าการส่งออกของไทยมีปัญหาแล้ว ประชาชนคนไทยคงต้องเจอกับปัญหาการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้น เราควรจะพิจารณาแนวโน้มการส่งออกของไทยกันซักหน่อย
ตัวเลขการส่งออกของไทย ถ้ามองแบบง่ายๆ อาจพอสรุปเป็นภาพกว้างๆ ได้ว่า ไทยส่งออกไปยุโรปประมาณ 1020% ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปริมาณใกล้เคียงกับยุโรปคือ 1020% และส่งออกไปยังประเทศในเอเชียด้วยกันมากกว่า 60% ด้วยตัวเลขดังกล่าว
คุณผู้อ่านเห็นไหมครับว่าประเทศไทยจะลำบากมากไหม? ถ้าประเทศไซปรัสล้มละลาย ขณะที่คู่ค้าในเอเชียของเราส่วนใหญ่ยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่
ดังนั้น ในเวลานี้คุณผู้อ่านคงจะต้อง “มีสติ” และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ส่วนตัวผมเองกลับคิดว่า นอกจากตลาดหุ้นไทยจะไม่ย่ำแย่ตามอีกหลายๆ ตลาดในโลกแล้ว ผมยังคิดต่อว่า...อีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยอาจจะเป็น “หนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลก” อีกด้วย
วิกฤตไซปรัสครั้งนี้ ผมจึงไม่แน่ใจว่า มันเป็น...วิกฤต หรือมันเป็น...โอกาส กันแน่?







