posttoday
วิกฤตไซปรัส : วิกฤต หรือ...โอกาส

วิกฤตไซปรัส : วิกฤต หรือ...โอกาส

01 เมษายน 2556

วิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้กลับมาหลอกหลอนบรรดานักลงทุนทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ในวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงไปถึง 50.55 จุด ภายในวันเดียว และมียอดซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1 แสนล้านบาทผมเองไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดหุ้นเมืองไทยหรือเปล่า? ผมจึงอยากให้ข้อมูลเท่าที่ผมมีอยู่ เพื่อให้คุณผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุน “มีสติ” ในการลงทุนต่อไป ดังนี้ครับ

วิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้กลับมาหลอกหลอนบรรดานักลงทุนทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ในวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงไปถึง 50.55 จุด ภายในวันเดียว และมียอดซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1 แสนล้านบาทผมเองไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดหุ้นเมืองไทยหรือเปล่า? ผมจึงอยากให้ข้อมูลเท่าที่ผมมีอยู่ เพื่อให้คุณผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุน “มีสติ” ในการลงทุนต่อไป ดังนี้ครับ

หนึ่ง ‘ต้นเหตุ’ ปัญหาของไซปรัส

สาธารณรัฐไซปรัส เป็นหนึ่งใน 17 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มยูโรโซน ดังนั้น ไซปรัสจึงต้องใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศด้วยเช่นกัน ไซปรัสมีจำนวนประชากรประมาณ 1 ล้านคน และมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ประมาณ 24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก (ประเทศไทยน่าจะมีประมาณ 370 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 15 เท่าของไซปรัส)

ไซปรัสมีธุรกิจภาคการเงินที่ใหญ่มาก มีเงินฝากจำนวนมหาศาล คาดว่าประมาณ 8 เท่าของขนาดจีดีพี เงินส่วนใหญ่จะมาจากนักธุรกิจชาวรัสเซีย และไซปรัสก็มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีว่าเป็นหนึ่งใน “แหล่งฟอกเงินของโลก” พอหลายๆ ประเทศในกลุ่มยูโรโซนมีปัญหา เงินฝากจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลออกจากไซปรัสไปอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง

สอง วิธีการแก้ปัญหาของไซปรัสเมื่อไซปรัสขาดสภาพคล่อง ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องไปคุยกับหน่วยงานหนึ่งที่มีชื่อว่า “ทรอยกา” ซึ่งประกอบไปด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) และสหภาพยุโรป โดยยื่นข้อเสนอขอกู้เงินจำนวน 1 แสนล้านยูโร แต่ต้องแลกกับมาตรการรัดเข็มขัด โดยจะต้องหาเงินจำนวน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ได้

“ทรอยกา” ได้บังคับให้ไซปรัสหักภาษีเงินฝากประชาชนที่ฝากไม่เกิน 1 แสนยูโร จะถูกหัก 6.9% และที่ฝากเกิน 1 แสนยูโร จะถูกหัก 9.9% เพื่อให้ได้เงินจำนวนดังกล่าว แต่รัฐสภาไซปรัสโหวตไม่ผ่านหลักการดังกล่าว ทำให้ไซปรัสต้องหันไปพึ่งมิตรประเทศที่ฝากความหวังไว้ นั่นคือ รัสเซีย แต่ในที่สุดรัสเซียก็ปฏิเสธการขอกู้เงินของไซปรัส

สาม เมื่อไซปรัสยังต้องดิ้นรนหาทางออกหลังจากถูกปฏิเสธการขอเงินกู้ดังกล่าว ไซปรัสจึงต้องหันกลับไปคุยกับทรอยกาเกี่ยวกับการขอเงินกู้ต่อไป โดยวิธีการที่ออกมาในช่วงแรกจะเป็นการใช้ “เงินบำนาญ” และ “เงินสวัสดิการสังคม” ของประชาชนชาวไซปรัส ซึ่งในปัจจุบันก็ดำรงชีวิตอย่างยากลำบากอยู่แล้ว หากเงินดังกล่าวที่จะมาช่วยเจือจุนหายไปในพริบตารัฐบาลก็คงจะต้องเจอกับ “การลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไซปรัส” อย่างแน่นอน

รัฐบาลไซปรัสจึงมีแนวโน้มที่จะเลือกวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดังกล่าว โดยการนำวิธีการหักภาษีเงินฝากประชาชนมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้รัฐบาลไซปรัสจะไม่มีการหักภาษีใดๆ ต่อบัญชีเงินฝากที่มีเงินฝากน้อยกว่า 1 แสนยูโร แต่จะไปเล็งใช้วิธีดังกล่าวกับบัญชีเงินฝากที่มียอดสูงกว่า 1 แสนยูโร ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นเงินฝากของนักธุรกิจชาวรัสเซีย โดยมาตรการภาษีเงินฝากที่จะนำมาใช้กับบัญชีที่มีเงินฝากจำนวนมากนั้นอาจต้องถูกหักภาษีสูงถึง 20%

สี่ ปัญหาของไซปรัส ใกล้จะจบแล้วใช่ไหม?

ผมเองมองว่าไซปรัสและบรรดาประเทศที่มีหนี้สาธารณะในระดับสูงในกลุ่มยูโรโซน ยังจะต้องผจญกับปัญหาการขาดสภาพคล่องและวิกฤตการเงินเป็นระยะๆ ต่อไป และจะไม่มีทางจบสิ้นลงในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้

สาเหตุเป็นเพราะว่าบรรดาปัญหาดังกล่าวยังไม่ถึงจุดต่ำสุดเลย ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ไซปรัสได้รับเงินกู้จากทรอยกาแล้ว ไซปรัสคงจะต้องเผชิญกับปัญหาเงินทุนไหลออกครั้งใหญ่ และอาจจะเป็น “เงินไหลออกที่มีจำนวนสูงสุดในประวัติศาสตร์” ของไซปรัส

หากไซปรัสแก้ปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เร็วก็อาจทำให้เงินทุนไหลกลับ แต่หากใช้วิธีหักภาษีเงินฝากดังกล่าวแล้ว ในที่สุดนักลงทุนชาวรัสเซียซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่สุดของไซปรัสก็คงเข็ดขยาด และไม่กล้ากลับมาข้องแวะกับไซปรัสอีกต่อไป

ห้า ชะตากรรมของตลาดหุ้นไทย ต่อไปจะเป็นอย่างไร?

ประเทศไทยในมุมมองของผม เราพึ่งพาการส่งออกสูงมากถึงประมาณ 70% ของจีดีพีของประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าการส่งออกของไทยมีปัญหาแล้ว ประชาชนคนไทยคงต้องเจอกับปัญหาการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้น เราควรจะพิจารณาแนวโน้มการส่งออกของไทยกันซักหน่อย

ตัวเลขการส่งออกของไทย ถ้ามองแบบง่ายๆ อาจพอสรุปเป็นภาพกว้างๆ ได้ว่า ไทยส่งออกไปยุโรปประมาณ 1020% ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปริมาณใกล้เคียงกับยุโรปคือ 1020% และส่งออกไปยังประเทศในเอเชียด้วยกันมากกว่า 60% ด้วยตัวเลขดังกล่าว

คุณผู้อ่านเห็นไหมครับว่าประเทศไทยจะลำบากมากไหม? ถ้าประเทศไซปรัสล้มละลาย ขณะที่คู่ค้าในเอเชียของเราส่วนใหญ่ยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่

ดังนั้น ในเวลานี้คุณผู้อ่านคงจะต้อง “มีสติ” และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ส่วนตัวผมเองกลับคิดว่า นอกจากตลาดหุ้นไทยจะไม่ย่ำแย่ตามอีกหลายๆ ตลาดในโลกแล้ว ผมยังคิดต่อว่า...อีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยอาจจะเป็น “หนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลก” อีกด้วย

วิกฤตไซปรัสครั้งนี้ ผมจึงไม่แน่ใจว่า มันเป็น...วิกฤต หรือมันเป็น...โอกาส กันแน่?

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69