
ไม่ตอบโจทย์
ในท่ามกลางวิกฤตของระบอบการเมือง ความรู้เกี่ยวกับเหตุที่นำไปสู่วิกฤต แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่เพียงพอโดยตัวของมันเอง ว่าเหตุเหล่านั้นจะได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขจนลุล่วง ไม่ว่าความรู้นั้นจะกระจ่างชัดและแม่นตรงเพียงใด เพราะผู้มีบทบาทต้องรับผิดชอบต่อการรักษาระบอบการเมือง แม้เขาจะรู้และรับทราบว่าปัญหาที่เขาเผชิญอยู่มีที่มาจากอะไร แต่เขาอาจตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ที่จำกัดทางเลือกที่เป็นไปได้ และทางเลือกที่พอจะยอมรับได้
ในท่ามกลางวิกฤตของระบอบการเมือง ความรู้เกี่ยวกับเหตุที่นำไปสู่วิกฤต แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่เพียงพอโดยตัวของมันเอง ว่าเหตุเหล่านั้นจะได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขจนลุล่วง ไม่ว่าความรู้นั้นจะกระจ่างชัดและแม่นตรงเพียงใด เพราะผู้มีบทบาทต้องรับผิดชอบต่อการรักษาระบอบการเมือง แม้เขาจะรู้และรับทราบว่าปัญหาที่เขาเผชิญอยู่มีที่มาจากอะไร แต่เขาอาจตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ที่จำกัดทางเลือกที่เป็นไปได้ และทางเลือกที่พอจะยอมรับได้
โจทย์สำคัญในสังคมที่เผชิญกับวิกฤตของระบอบการเมือง จึงมิใช่เพียงแค่การถามเพื่ออธิบายว่าทำไมวิกฤตจึงเกิดขึ้น แต่เป็นคำถามเชิงปทัสถานด้วยว่า แล้วอะไรคือและควรเป็นหลักการและเป้าหมายของการจัดความสัมพันธ์แบบใหม่ทางการเมือง ที่ฝ่ายต่างๆ มีความคาดหวัง และกลายมาเป็นข้อเรียกร้องต้องการ ที่พวกเขาแต่ละฝ่ายพยายามผลักดัน หรือหาทางปกป้อง ทั้งเพื่อการรักษาคุณค่าเดิมไว้ และเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปหาคุณค่าชุดใหม่
การตอบโจทย์ข้างต้นสัมพันธ์กับการคาดหวังและการคาดการณ์เกี่ยวกับระบอบการเมืองในอนาคต การคาดหวังผูกพันอยู่กับแนวคิด อุดมคติ หรืออุดมการณ์ ในขณะที่การคาดการณ์อาศัยการวิเคราะห์พลังทางสังคมว่าจะผลักดันความเปลี่ยนแปลงไปในรูปใด และการเปลี่ยนแปลงจะให้ผลอย่างไร
จากประสบการณ์ของหลายประเทศ ทำให้พอคาดการณ์ได้ว่า ในสังคมที่เผชิญกับวิกฤตของระบอบการเมือง ความพยายามจะนำสถานภาพเดิมก่อนหน้าวิกฤตกลับคืนมา มักทำได้จำกัด และส่วนใหญ่ก็ไม่สำเร็จ เพราะระบอบการเมืองจำเป็นต้องตอบโจทย์ความคาดหวังเกี่ยวกับคุณค่าอันเป็นหลักการสำคัญทางการเมือง เช่น ความเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นธรรม
ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ผู้มองโลกในแง่ดีมีความเห็นว่าระบอบการเมืองประชาธิปไตยมีความแตกต่างจากระบอบอื่นตรงที่ว่า องค์ประกอบที่เป็นแก่นของมันจะสร้างเงื่อนไขที่ค่อยๆ เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ไปในทิศทางที่จะเพิ่มพูนเสรีภาพของมนุษย์มากขึ้นเสมอ พิจารณาในช่วงระยะยาวของประวัติศาสตร์โลกโดยรวม ก็อาจเห็นและสรุปเช่นนั้นได้
แต่ช่วงชีวิตคนเราสั้นกว่าช่วงชีวิตของประวัติศาสตร์ และในแต่ละช่วงสั้นๆ นั้น การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจริงมีเส้นทางคดเคี้ยวเฉพาะตัว และทั้งไม่แน่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเส้นตรงพามุ่งเข้าหาเสรีภาพ แต่อาจนำไปสู่ระบอบเผด็จการในรูปแบบต่างๆ หรือมิเช่นนั้นก็นำไปสู่ภาวะไร้เสถียรภาพของระบอบการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพอย่างยาวนาน
นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่ง ไม่ว่าจะมากแค่ไหนหรือด้วยความรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจลบสิ่งที่มีมาแต่เดิมออกไปจนสามารถเริ่มทุกสิ่งที่เป็นของใหม่จากความว่างเปล่าได้ หากยังคงเหลือ หรือยังคงต้องอาศัย เชื้อมูลที่ตกค้างอยู่ของระบอบสังคมการเมืองเดิม มาเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเสมอไม่มากก็น้อย
และเมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่าหลักการสากลอย่างเสรีภาพ หรือความเสมอภาคและอื่นๆ ที่เป็นความคาดหวังต่อระบอบการเมือง หลักการเหล่านี้จะแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็โดยผ่านการทำงานของสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สถาบันและการทำงานของสถาบันเหล่านี้ในสังคม เป็นผลจำเพาะของเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่ดำรงอยู่ตามสภาพความเป็นจริงของผู้คน วิถีการดำรงชีวิต และขอบฟ้าความคิดความรู้สึกของพวกเขาในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ
คุณค่าเหล่านี้ในทางอุดมคติจึงอาจใช้ชูขึ้นเป็นธงนำสำหรับเรียกร้องและเร่งเร้าการเปลี่ยนแปลง แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปลุกให้ตื่นของอุดมคติเหล่านั้น จะปรากฏตัวผ่านการสร้าง การปรับ การรื้อถอนสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไปอย่างไร รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร บริบททางสังคมและการณ์จรบรรจบของเงื่อนไขในเวลาขณะนั้น จะเป็นตัววางเงื่อนไข และการตัดสินใจตอบสนองต่อเงื่อนไขเหล่านั้นของผู้กระทำการฝ่ายต่างๆ จะเป็นตัวนำไปสู่ผลลัพธ์
เป็นผลลัพธ์ในทิศทางที่มักแผกไปจากที่คาดหวังไว้ หรือให้ผลไปในทางที่แม้แต่ตัวผู้กระทำการเองก็อาจจะมิได้ตั้งใจไว้ก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่เรียกร้องต้องการจะเห็นระบอบการเมืองเปลี่ยนแปลง ก็มิใช่ผู้สามารถจะกำหนดเงื่อนไขและผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวในทิศทางที่ตนปรารถนาได้ทั้งหมด อุปสรรคมีอยู่มากหลาย เช่น คำเตือนอันเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับการนำของแกนนำขบวนการ ที่อาจบิดเบนความมุ่งหมายและข้อเรียกร้องของขบวนการต่อสู้ออกไปจากเดิม และในทางที่เป็นเอกเทศและแปลกแยกจากอุดมคติและความต้องการของผู้เข้าร่วมที่เป็นฐานราก ไปจนกระทั่งปัญหาที่หาตัวอย่างพบได้ทั่วไป อันได้แก่ ความแตกแยกกันเองในระหว่างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง
ถ้าพลวัตของวิกฤตเกี่ยวกับระบอบการเมือง และเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมา มีทางเป็นได้หลายสายหลายสถาน ผลของการเปลี่ยนแปลงย่อมมีความซับซ้อนมากกว่าที่จะจบลงในม้วนเดียวในแบบดีไปเลย หรือร้ายไปตลอด และยากที่จะเป็นไปตามการคาดการณ์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงอาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ในช่วงชีวิตของพวกเขา
ประวัติศาสตร์จึงดำเนินต่อไป







