posttoday
วิกฤตของไซปรัส

วิกฤตของไซปรัส

28 มีนาคม 2556

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สุดในโลกหนีไม่พ้นเรื่องของไซปรัส ประเทศเล็กๆ ในยูโรโซนที่เป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมีประชากรเพียง 8 แสนกว่าคน

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สุดในโลกหนีไม่พ้นเรื่องของไซปรัส ประเทศเล็กๆ ในยูโรโซนที่เป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมีประชากรเพียง 8 แสนกว่าคน

เรื่องของเรื่องคือ ธนาคารกลางของยุโรป หรืออีซีบี ร่วมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยูโรโซน มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือให้ไซปรัสจำนวน 1 หมื่นล้านยูโร โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐบาลไซปรัสจะต้องหาแหล่งเงินของตัวเองอีก 5,800 ล้านยูโร ซึ่งเงินจำนวนนี้จะได้มาจากการยึดเงินฝากของประชาชน บัญชีเงินฝาก 1 แสนยูโรแรกจะโดนยึด 6.75% ส่วนเกินจะโดน 9.9%

ในวันต่อมา เมื่อรัฐบาลไซปรัสเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็เจอกับมติคว่ำบาตร

ในขณะเดียวกัน ประชาชนไซปรัสก็แห่ออกมาประท้วงเต็มถนน รวมทั้งแห่ไปแย่งซื้อสินค้าและอาหารเพื่อกักตุน

รัฐบาลเดาออกว่าธนาคารเปิดทำการเมื่อไร ก็คงมีประชาชนแห่ไปขอถอนเงิน จึงสั่งปิดเป็นการชั่วคราว และเมื่อเหตุการณ์ไม่ยอมสงบ ก็ปิดต่อเนื่องมาตลอดสัปดาห์

แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจนเกินสมควร รัฐบาลก็ขอความร่วมมือให้ธนาคารเติมเงินในเครื่องเอทีเอ็มไม่ให้ขาด ซึ่งทุกเครื่องก็จะมีประชาชนไปเข้าคิวรอถอนเงินเป็นแถวยาว

ก่อนอื่น โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าไซปรัสเป็นประเทศยากจนหรือด้อยพัฒนานะครับ ในทางตรงข้าม ไซปรัสเป็นประเทศร่ำรวยและมีระดับการพัฒนาสูง รายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละประมาณ 2.9 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเรามาก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยูโรโซน

คุณภาพชีวิตของชาวไซปรัสดีมาก ทิวทัศน์สวยงาม อากาศดี อาหารดี และสิ่งแวดล้อมมีมลพิษต่ำ

เศรษฐกิจไซปรัสประกอบด้วยภาคบริการเป็นหลัก ที่สำคัญที่สุดคือการท่องเที่ยวกับธุรกิจการเงิน

ความเป็นศูนย์กลางการเงินมาจากอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีบริษัทต่างชาติมาจดทะเบียนนับหมื่นบริษัท ทั้งๆ ที่ฐานการผลิตและตลาดไม่ได้อยู่ในไซปรัส นอกจากนี้ยังมีเศรษฐีต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐีรัสเซีย ที่โอนเงินมาฝากไว้ในไซปรัสเป็นจำนวนมาก

ไซปรัสกลายเป็นแหล่งฟอกเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินและป้องกันการฟอกเงินมีอยู่อย่างครบถ้วน แต่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างหละหลวม

ระบบธนาคารของไซปรัสเติบโตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีขนาดประมาณ 8 เท่าของจีดีพี ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงผิดปกติมาก

ไซปรัสเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกของยูโรโซนเมื่อต้นปี ค.ศ. 2008 ในปีนั้น อัตราการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไซปรัสพุ่งสูงเกิน 15% ของจีดีพี และถึงจะลดลงในปีต่อๆ มา แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง

แต่การขาดดุลและการก่อหนี้จำนวนมากยังไม่ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในทันที เพราะมีเงินทุนไหลเข้ามาในระบบธนาคารมากเกินพอ ธนาคารใหญ่ๆ ในไซปรัสมีเงินฝากเหลือจากการปล่อยสินเชื่อ จนต้องนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารกรีก เพราะชาวไซปรัสส่วนใหญ่มีเชื้อสายกรีก

เมื่อเกิดวิกฤตในกรีซ และราคาตลาดของพันธบัตรกรีกตกต่ำรุนแรง ระบบธนาคารของไซปรัสก็พลอยประสบปัญหาไปด้วย ขาดทุนมากจนเงินกองทุนมีไม่เพียงพอ และผู้ฝากรายใหญ่เริ่มย้ายเงินฝากไปที่อื่น

ข่าวคราวเรื่องระบบธนาคารของไซปรัสมีปัญหาเริ่มปรากฏเป็นครั้งแรกเมื่อกลางปีที่แล้ว เมื่อรัฐบาลไซปรัสออกมายอมรับว่าจะต้องหาเงิน 1,800 ล้านยูโร มาช่วยธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ

ต่อมาปัญหาได้ลุกลามไปกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลด้วย จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยูโรโซน ซึ่งหลังจากพิจารณาแล้วก็ได้ตั้งเงื่อนไขดังที่กล่าวถึงข้างต้น

เมื่อรัฐสภาไซปรัสไม่ยอมรับเงื่อนไข วิกฤตรอบใหม่ก็เกิดในยูโรโซน รัฐมนตรีคลังประเทศต่างๆ รวมทั้งผู้ว่าการอีซีบีและผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อป้องกันการพักชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ของไซปรัส ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วยุโรปและทั่วโลก

ในวินาทีสุดท้าย คือกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้ข้อตกลงเบื้องต้น คือผู้ออมรายย่อยที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 แสนยูโร จะไม่ถูกยึดเงินฝาก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการในการค้ำประกันเงินฝากทั่วทั้งยูโรโซน

เข้าใจกันว่าเงินฝากเกิน 1 แสนยูโร ที่จะถูกยึดจะจำกัดเฉพาะ 2 ธนาคารใหญ่ที่มีปัญหา โดยสัดส่วนที่จะถูกยึดจะสูงมาก เพราะเหลือจำนวนบัญชีให้ยึดน้อยลง

บัญชีในธนาคารอันดับ 2 ซึ่งจะถูกปิดกิจการ อาจถูกยึดทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ส่วนบัญชีในธนาคารใหญ่ที่สุด ซึ่งจะได้รับการเพิ่มทุน จะถูกยึดในสัดส่วน 4050%

ผมอยู่ในวงการธนาคารมาหลายสิบปีไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องแบบนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่าจะมีการยึดเงินฝากของประชาชนเพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

ปัญหาที่เกิดจากการใช้สกุลเงินร่วมกันของยุโรป ดูเหมือนยิ่งแก้ยิ่งถลำลึก แต่ละครั้งที่น้ำลดและตอผุด ก็จะมีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีประหลาดพิสดารขึ้นมาสยบและจัดการกับปัญหา

ลองนึกภาพว่า ผู้ฝากเงินในกรีซ สเปน อิตาลี หรือแม้แต่ในอีกบางประเทศที่ปัญหายังไม่สุกงอม คนเหล่านี้จะกังวลกับเรื่องความปลอดภัยของเงินออมของตนเองหรือไม่

สำหรับบ้านเรา แม้ว่าไซปรัสจะอยู่ไกลคนละทวีป แต่เราก็มีรัฐบาลที่ชอบใช้เงินมากกว่าหาเงินเช่นกัน อยู่มาไม่ถึง 2 ปี ออกกฎหมายกู้เงินมาแล้ว 2 ฉบับ 3.5 แสนล้านบาท กับ 2.2 ล้านล้านบาท กว่าจะหมดอำนาจไม่รู้จะมีตามมาอีกกี่ฉบับ

ก็ควรต้องช่วยกันระวัง อย่าให้มีวันที่รัฐบาลหน้ามืด ต้องอ้างกรณีของไซปรัส ออกกฎหมายมายึดเอาเงินฝากของประชาชนไป

ตอนหาเสียงไม่เคยบอกว่าจะก่อหนี้มากขนาดนี้ ถ้าจะไม่ให้เป็นการหลอกลวงประชาชน ก่อนออก พ.ร.บ.กู้เงิน น่าจะทำประชามติเสียก่อน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่