posttoday
2 ล้านล้าน…กู้เพื่อชาติ?

2 ล้านล้าน…กู้เพื่อชาติ?

27 มีนาคม 2556

ส่องความเห็นหลากมุมมองกับร่างพ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านบาท"คลัง"ยันจำเป็นต้องกู้เพื่อไล่ให้ทันต่างชาติ "ทีดีอาร์ไอ"เชื่อหนี้สาธารณะแตะ60%

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 27 มี.ค.คณะอนุกรรมการเสริมสร้างความรู้ในวงงานนิติบัญญัติในคณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา ได้เสวนาในหัวข้อ "มุมมองวุฒิสภา: ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท" โดยเป็นเชิญตัวแทนจากทุกภาคส่วนมาร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นให้เห็นข้อดีและข้อเสียจากการตราร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....มีเนื้อหาดังนี้

"คลัง"แจงต้องกู้เพื่อไล่ให้ทันต่างชาติ

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง อภิปรายถึงความจำเป็นของเสนอกฎหมายดังกล่าว่า ประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ซึ่งทุกรัฐบาลก็เห็นด้วยกับการปรับปรุงการคมนาคมและโลจิสติกส์ เป็นความฝันกันมาของทุกรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าความไม่นิ่งของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่มีความต่อเนื่องจนทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันไม่เท่ากับประเทศอื่นๆ โดยล่าสุดประเทศไทยอยู่ในอันดับ 49 ตามหลังสิงค์โปร ฮ่องกง เกาหลีใต้ ค่อนข้างมาก

"ถามว่าทำไว้อยู่ในงบประมาณประจำปีได้หรือไม่ถ้าจะทำแบบนั้นก็ทำได้ในแต่ละปีด้วยการในลักษณะการตั้งงบประมาณขาดดุลและใส่เม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้าไป แต่การทำแบบนี้จะทำให้เห็นภาพชัดใหญ่ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงและการลงทุนของประเทศไม่ชัดเพื่อให้ว่าไทยมีความพร้อมในการเป็นศูนย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น ถ้าสภาผ่านกฎหมายนี้เมื่อไหรจะเกิดภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นทันทีและเมื่อต่างชาติเห็นภาพนี้แล้วการลงทุนจากต่างชาติจะเกิดขึ้นทันทีและการเจริญเติบโตเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างยั่งยืน"

อารีพงศ์ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 7 ปีจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศจะโตเฉลี่ย 4.5 % ภายใต้วินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้คำนวณถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการกู้เงินไม่ได้ทำทันทีทั้งหมดแต่เป็นการทยอยกู้ตามความจำเป็นต้องใช้เท่านั้น อย่างในการกู้เงินช่วงแรกยังจะไม่ถึง 1 แสนล้านบาทด้วยซ้ำทำให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ต่อจีดีพีส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่เกิน 1.9 % อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3 % โดยจะสามารถประหยัดการน้ำเข้าน้ำมันได้กว่าแสนล้านบาทและช่วยให้ต้นทุนการขนส่งลดลง ส่วนวิธีการใช้จ่ายเงินจะเป็นไปตามระบบจัดซื้อจัดจ้างปกติจะไม่มีวิธีพิเศษใดๆทั้งสิ้น ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการจะนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ซึ่งขณะนี้ได้วางระบบเอาไว้แล้ว

"การคำนวณหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 50% มาจากการคำนวณตัวเลขทุกตัวจากพ.ร.บ.งบประมาณและพ.ร.ก.กู้เงินทุกฉบับบนพื้นฐานที่เรามีความมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างไรก็ตามท่านรัฐมนตรีได้พูดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงอย่างกรณีเศรษฐกิจไม่โตจากการดำเนินการหรือเกิดภาวะช็อคขึ้นมา เราก็ยังมีศักยภาพในการกู้เงินได้อีกเพราะหนี้สาธารณะยังไม่ถึง 60%หรือไม่ก็ชะลอการกู้เงินไปเลยเพื่อบริหารสถานการณ์" ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

"ทีดีอาร์ไอ" เชื่อระดับหนี้แตะ 60%

สมชัย จิตสุชน นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เงินกู้นี้สามารถพลิกประเทศไทยและส่วนตัวเห็นด้วยการกับลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในเชิงหลักการไม่มีใครคัดค้าน ประกอบกับจังหวะการลงทุนในเวลานี้มีความเหมาะสมเพราะโลกเกิดปัญหาเศรษฐกิจในหลายประเทศ และรัฐบาลแต่ละประเทศได้ทำมาตรการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน หรือ คิวอีออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้จะมีเงินทุนไหลเข้าประเทศมีผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำและเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วยให้การนำเข้าเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะมีต้นทุนที่ต่ำไปในตัว แต่มีข้อกังวลในรายละเอียด คือ สภาพทางกฎหมายของบัญชีของพ.ร.บ. หมายความว่า ถ้าบัญชีแนบท้ายไม่มีสภาพทางกฎหมายหากในอนาคตรัฐบาลดำเนินการไม่ตรงกับบัญชีดังกล่าวจะถือเป็นเช็คเปล่าหรือไม่

"ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจแค่ในการตรวจสอบการใช้เงินกู้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณเหมือนกับที่มีอำนาจในการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าบัญชีแนบท้ายไม่เป็นสภาพบังคับสภาก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้แม้ว่าในร่างพ.ร.บ.จะกำหนดให้ต้องรายงานสภาฯแต่ในความเป็นจริงก็ไม่มีสภาพบังคับรัฐบาลให้ดำเนินการเท่าไหร" นายสมชัย กล่าว

ขณะเดียวกันมีความสงสัยว่ากระทรวงการคลังมีการคำนวณตัวเลขหนี้สาธารณะอย่างไร เพราะทีดีอาร์ไอได้ใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจชุดเดียวกับกระทรวงการคลังมาคำนวณแต่คำนวณได้ผลว่าระดับหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 60% ดังนั้น การคำนวณเรื่องนี้บนฐานของการมองสถานการณ์ 3 ด้าน ทั้งในด้านดี ด้านร้าย และด้านปกติ

2 ล้านล้าน…กู้เพื่อชาติ?

"คำนูณ"ชี้ แผนเพื่อไทยอยู่ยาว 7 ปี

คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา  ในฐานะกรรมาธิการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน กล่าวว่า จากการชี้แจงของกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีจำนวนทั้งสิ้น 4.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ตามพ.ร.บ.จำนวน 2 ล้านล้านบาท และ เงินลงทุนในงบประมาณประจำปีของแต่ละหน่วยงานในอีก 7 ปีจำนวน 2.24 ล้านล้านบาท

"ผมไม่ใช่คนขวางโลก ที่จริงผมอยากเป็นฝ่ายรัฐบาลใจจะขาดเพราะอยากอธิบายด้วยคารมมีความสุขและทำให้สามารถเคลิบเคลิ้มได้มากกว่า แต่ที่ต้องออกมาคัดค้านเพราะต้องการให้ประชาชนเห็นว่าการกู้เงินยังมีปัญหาอีกด้านอยู่ จึงอยากขอเสียงสว.ให้ครบ 65 คนเพื่อให้เรื่องนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญ" นายคำนูณ กล่าว

การพลิกโฉมประเทศไทยที่แท้จริงจะต้องให้เกิดการถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย หากการใช้เงินกู้แบบนี้เท่ากับว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและวิธีการงบประมาณที่มีเจตนารมณ์ให้การใช้เงินงบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างรอบคอบ ยืนยันได้เลยว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยแน่นอน

"การพิจารณากฎหมายงบประมาณประจำปีมีเอกสารเป็นลังๆถ้าใครเป็นกรรมาธิการติดต่อกัน 3 ปีแทบจะต้องสร้างบ้านใหม่เพื่อเก็บเอกสาร แต่ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่มีเม็ดเงินเท่าๆกับงบประมาณประจำปีกลับมีเพียง 7 หน้า ต่อให้รัฐบาลจะชี้แจงมีเอกสาร 286 หน้าหรือบอกว่ามี 2,000 หน้าก็ไม่ได้มีผลเพราะเอกสารที่รัฐบาลอ้างนั้นไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย แต่บัญชีแนบท้ายที่เขียนไว้อย่างกว้างๆเพียงไม่กี่หน้าต่างหากที่มีสภาพบังคับกฎหมาย" นายคำนูณ กล่าว

“ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ในอนาคตรัฐบาลตลอด 7 ปีข้างหน้าจะมีอำนาจบริหารงบประมาณลงทุนในแต่ละปีประมาณ 7 แสนล้านบาทต่อเนื่อง 7 ปี จากงบลงทุนตามเงินกู้ 3 แสนล้านบาทและงบลงทุนในงบประมาณประจำปีอีก 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้ตัวเองเป็นรัฐบาลต่อไป”

ข่าวล่าสุด

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ