posttoday
บริกส์ ลุยปลดแอกตะวันตกตั้ง"สถาบันการเงิน"วัดบารมี

บริกส์ ลุยปลดแอกตะวันตกตั้ง"สถาบันการเงิน"วัดบารมี

27 มีนาคม 2556

เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือรู้จักกันดีในนามว่า “บริกส์”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือรู้จักกันดีในนามว่า “บริกส์” ที่ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ โดยทั้ง 5 ชาติถูกมองว่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่ก้าวขึ้นมาท้าทายบทบาทนำในการกำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติตะวันตกที่น่าเกรงขามมากที่สุดในเวลานี้

ประเด็นที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดของการประชุมครั้งนี้ นอกจากจะหารือกันถึงในการจัดตั้งกองทุนเงินสำรองขึ้นมาเพื่อรับมือกับวิกฤตทางการเงินในอนาคต อีกประเด็นที่เรียกความสนใจและฮือฮาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการที่กลุ่มบริกส์จะมีการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนา” ขึ้นมาใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีลักษณะกลไกล พันธกิจการดำเนินงานในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนต่างๆ เหมือนกับที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำอยู่

กล่าวให้ชัดกว่านั้น คือ บริกส์กำลังตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาโดยใช้เงินทุนของตัวเองขึ้นมาเพื่อสะท้อนว่าเหล่าชาติกำลังพัฒนากำลังต้องการสร้างบรรทัดฐานและกฎกติกาทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศที่ถูกครอบงำ โดยชาติตะวันตกมาตลอดหลายทศวรรษโดยใช้อำนาจผ่านทางธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ ซึ่งรู้จักกันในนามว่าระบบ “เบรดตันวูดส์” ที่ตั้งมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

สาเหตุที่ทำให้ บริกส์ หันมาจัดตั้งสถาบันการเงินระดับโลกเพื่อมาแข่งกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ก็คือความต้องการที่จะเพิ่มบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกของตนเองให้มากขึ้น และแหวกกฎเกณฑ์ที่ตะวันตกใช้ครอบงำเศรษฐกิจการเงินโลกมานานกว่า 60 ปี

เพราะต้องยอมรับว่าระบบการออกเสียงโหวตและการตัดสินใจต่างๆ ในองค์กรสำคัญทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนถึงบทบาทความสำคัญของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 5 ชาติดังกล่าว ที่นับวันยิ่งจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น โดยชาติตะวันตกครองสิทธิในการตัดสินใจไว้ในมือมากกว่า 50% ขณะที่กลุ่มบริกส์ 5 ประเทศมีสิทธิในการออกเสียงอยู่ในมือไม่ถึง 10% ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วขนาดเศรษฐกิจของ 5 ประเทศในบริกส์มีสัดส่วนเป็น 25% ของจีดีพีโลก ขณะเดียวกันประชากรมากกว่า 43% ของโลกก็อยู่ในกำมือ

หรือถ้าจะเทียบให้ชัดเจนกว่านั้นคือประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกจี 8 และมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่น้อยกว่าจีนหลายเท่าตัว แต่ทว่าฝรั่งเศสกลับมีคะแนนโหวตในไอเอ็มเอฟมากกว่าจีน โดยอยู่ที่ 4.85% ขณะที่จีนมีอยู่เพียงแค่ 3.65% เท่านั้น

นอกจากนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาในองค์กรไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก จะดำเนินการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน อาทิ การเพิ่มสัดส่วนคะแนนเสียงของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น รวมไปถึงการระบุอย่างชัดเจนว่ากระบวนการเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ จะถูกมุ่งเน้นไปที่เรื่องของความรู้ความสามารถ และระบบคุณธรรมมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นการปฏิรูปที่ดำเนินการจริงจังอะไรมากนัก ซ้ำยังดำเนินไปอย่างผิวเผินพอแค่ให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น

เพราะเมื่อถึงเวลาลงจริงๆ บุคคลที่ถูกส่งมาจากชาติตะวันตก ทั้งยุโรปและสหรัฐ ก็ยังคงครองตำแหน่งใน 2 องค์กรสำคัญทางเศรษฐกิจโลกเสมอมา ดังเห็นได้จากการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟคนล่าสุดที่ยังเป็นคนจากทวีปยุโรปอยู่ ซึ่งก็คือ คริสติน ลาการ์ด อดีตรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ในขณะที่ตำแหน่งประธานธนาคารโลก จิมยองคิม อดีตนายแพทย์ชาวสหรัฐเชื้อสายเกาหลีก็มาจากการผลักดันของสหรัฐ

ในขณะเดียวกัน ตัวแกนนำของชาติตะวันตกอย่างพญาอินทรีสหรัฐ ที่แสดงความตั้งอกตั้งใจมาตลอดในระยะหลังว่าจะต้องทำการปฏิรูป 2 องค์กรสำคัญทางเศรษฐกิจโลกดังกล่าว ก็ดันเป็นฝ่ายทำผิดสัญญาเสียเอง โดยเมื่อปี 2010 ผู้นำสหรัฐถึงกับปฏิเสธที่จะลงนามในการยอมมอบอำนาจในการตัดสินใจที่มีอยู่ในไอเอ็มเอฟไปให้กับประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่ม บริกส์ จึงเลือกที่จะหันมาสถาปนาและกำหนดกฎกติกา และบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจและการเงินโลกขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง เพราะเห็นชัดแล้วว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่าการจะเฝ้ารอคอยการปฏิรูปตามที่ชาติตะวันตกพยายามหยอดคำหวานและเสนอให้มาโดยตลอดหลายสิบปี ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงขึ้นมาเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนักวิเคราะห์พยายาม ออกมาชี้ให้เห็นว่าการจัดตั้งธนาคารของบริกส์เพื่อมาแข่งกับไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก จะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องรายละเอียดของเงินทุนว่าจะเอามาจากไหน ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ต้องจับตาท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศในบริกส์กำลังชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก ทว่าในอีกมุมหนึ่งเพียงแค่การประกาศจัดตั้งธนาคารดังกล่าวก็ถือว่าเป็นความสำเร็จในการส่งสัญญาณและบ่งบอกถึงนัยทางการเมืองโลกที่สำคัญแล้ว

“ถ้าบริกส์ประกาศจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาของตนเองขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็ถือเป็นการบ่งบอกเชิงสัญลักษณ์ว่า 5 ชาตินี้ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายในทางการเมืองแล้ว โดยเฉพาะการเป็นทางเลือกเพื่อเปิดทางให้ประเทศอื่นๆ ได้ทำตาม หลังจากที่ตลอดหลายสิบปีระบบเศรษฐกิจและการเงินล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของตะวันตก” จิม โอนีล ประธานผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าว

นอกจากนี้ หากธนาคารเพื่อการพัฒนาที่บริกส์กำลังพยายามจัดตั้งอยู่นี้เปิดใช้งานและทำได้จริงในอนาคต ก็จะส่งผลสะเทือนต่อความสำคัญของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก รวมไปถึงอำนาจของรัฐบาลตะวันตกที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก

เพราะจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ทั่วโลกมีทางเลือกในการขอรับความช่วยเหลือได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นที่รู้ดีว่าการขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟหรือธนาคารโลก มักจะตามมาด้วยเงื่อนไขยุ่งยากและมีมาตรฐานที่สูงมาก เช่น ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ การตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ไปจนถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องยอมรับว่าบางครั้งทำให้บางประเทศต้องลำบากใจในการแบกหน้าไปขอรับเงินช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีการพัฒนาทางการเมืองแบบประชาธิปไตยและมาตรฐานทางด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ไม่สูงเหมือนโลกตะวันตก

ในขณะที่กลุ่มประเทศบริกส์ เช่น พญามังกรจีน มักจะยอมทุ่มเงินช่วยเหลือแก่ประเทศยากจน และประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา โดยปราศจากการตั้งเงื่อนไขที่ยุ่งยาก เหมือนเช่นไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกทำอยู่ โดยล่าสุดจีนได้ประกาศอัดฉีดเพิ่มเงินช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไขแก่แอฟริกาในปีนี้และปีหน้า รวมแล้วกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศแทนซาเนีย เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา

จึงนับว่าบทบาทของ บริกส์ ที่เพิ่มขึ้นนั้น จึงนับว่าน่าจับตามองไม่น้อย เพราะนี่คือกลุ่มประเทศที่จะเข้ามาท้าทายและแข่งกับชาติตะวันตกที่ครอบงำระบบการเมืองเศรษฐกิจโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่