
แผนเชือดไก่ ให้ลิงดูอียู ใจกล้าใช้ยาแรง"ไซปรัส"
ถือเป็นข่าวดีตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ไม่น้อย สำหรับการที่รัฐบาลไซปรัสสามารถบรรลุเงื่อนไขใหม่เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.9 แสนล้านบาท)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ถือเป็นข่าวดีตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ไม่น้อย สำหรับการที่รัฐบาลไซปรัสสามารถบรรลุเงื่อนไขใหม่เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.9 แสนล้านบาท) จากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้แบบฉิวเฉียด หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกมาขู่ก่อนหน้านี้ว่าจะตัดความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ภาคธนาคารไซปรัส หากยังไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขเงินกู้จากอียูและไอเอ็มเอฟได้ทันภายในวันที่ 25 มี.ค.นี้
เนื่องจากก่อนหน้านั้นรัฐสภาไซปรัสได้ลงมติคัดค้านแผนการรับเงินช่วยเหลืออันแรกไป เพราะประชาชนและนักการเมืองไม่พอใจเงื่อนไขสุดเขี้ยวที่ผูกติดมากับเงินกู้อย่างมาก โดยเฉพาะแผนการเก็บภาษีเงินฝากของธนาคารต่อผู้ที่มีเงินฝากน้อยกว่า 1 แสนยูโร (ราว 3.9 ล้านบาท) ในประเทศ จนนำไปสู่ภาวะความวุ่นวายในประเทศ โดยเฉพาะการที่ประชาชนออกมาแห่ถอนเงินอย่างหนัก จนทำให้ทางการต้องประกาศวันหยุดราชการตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
แผนความช่วยเหลือที่มาพร้อมกับเงื่อนไขใหม่ที่ไซปรัสตกลงได้ ประกอบไปด้วย การเรียกเก็บภาษีสำหรับผู้มีบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 1 แสนยูโรขึ้นไป ที่อยู่ในธนาคารป๊อปปูลาร์แบงก์ออฟไซปรัส ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ ขณะที่ผู้ที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนยูโร จะได้รับการคุ้มครอง พร้อมกับถูกโอนไปไว้กับธนาคารแบงก์ออฟไซปรัส ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ ไซปรัสยังยอมรับที่จะยุบธนาคารป๊อปปูลาร์แบงก์ออฟไซปรัสลงพร้อมโอนทรัพย์สินที่ดีไปไว้ในธนาคารแบงก์ออฟไซปรัสแทน โดยทั้งหมดทำไปเพื่อเร่งระดมเงินทุนให้ได้ 4,200 ล้านยูโร (ราว 1.63 แสนล้านบาท)
แม้ว่าแผนเงินกู้ที่ออกมาดูเหมือนว่าจะเป็นการผ่อนคลายเงื่อนไขหลายอย่างลงไป เมื่อเทียบกับเงื่อนไขแรกที่มุ่งไปเก็บภาษีของผู้มีบัญชีเงินฝากทั้งที่ต่ำกว่า 1 แสนยูโร ที่อัตรา 6.75% และเกินแสนยูโรที่ 9.9% ทว่าหากดูกันตามความเป็นจริงแล้วเงื่อนไขดังกล่าวที่ออกมาล่าสุดนั้นก็ยังถือว่ายังเป็นการจัด “ชุดยาแรง” ของไอเอ็มเอฟที่ให้กับไซปรัสอยู่ดี เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายในการระดมเงินจากบัญชีเงินฝากของคนทั่วไป ไปสู่การลงโทษในภาคการเงินและธนาคารมากขึ้นเท่านั้น
เหตุผลแรกที่อียูและไอเอ็มเอฟกล้าใช้มาตรการและเงื่อนไขสุดหินและโหดกับไซปรัส โดยเฉพาะการยอมปล่อยให้แบงก์ใหญ่อันดับสองของประเทศล้มลง รวมไปถึงการยื่นคขาดในการตัดความช่วยเหลือ และมีข่าวลือออกมาว่าถึงขั้นที่อียูเตรียมการจะขับไซปรัสออกจากยูโรโซน ก็คือการคำนวณแล้วว่าผลกระทบของปัญหาไซปรัสที่จะมีต่อยูโรโซนนั้นน้อยมาก
เพราะว่าไซปรัสนั้นมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กมากเพียง 0.2% ของยูโรโซนเท่านั้น ในขณะเดียวกันเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาในประเทศส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากรัสเซียเป็นหลัก โดยภาคธนาคารของไซปรัสมีมูลค่าทั้งหมดที่ 6.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.65ล้านล้านบาท) ขณะที่จำนวนเงินดังกล่าวนั้นมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโร (ราว 7.8 แสนล้านบาท) เป็นเงินทุนที่มาจากนักลงทุนรัสเซีย
นอกจากนี้ ทางการไซปรัสยังเผยอีกว่าบัญชีเงินฝากในภาคธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศมาจากนักลงทุนของรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนแล้วมากถึง 20%
ขณะที่เมื่อนำกรณีของไซปรัสไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้ และได้รับเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือที่เข้มงวดน้อยกว่าไซปรัสมากก็จะพบเลยว่ากรณีของไซปรัสจะถือว่าเล็กน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อดูจากกรณีของกรีซที่ได้รับเงินช่วยไปแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งหลังนั้นกลุ่มเจ้าหนี้ถึงกับต้องยอมสละหนี้ให้ครึ่งหนึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไซปรัสมาก โดยคิดเป็น 2% ของยูโรโซน และในขณะเดียวกันผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาล และเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ที่มาลงทุนในกรีซก็มาจากนักลงทุนที่มาจากกลุ่มประเทศยูโรโซนด้วยกันเป็นหลัก เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และเยอรมนี
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อียูและไอเอ็มเอฟไม่ค่อยใส่ใจหรือปฏิบัติกับปัญหาในไซปรัสอย่างละมุนละม่อมมากนัก เมื่อเทียบกับกรณีของกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสเปน ที่ได้เงินช่วยก่อนหน้านี้ เพราะรู้ดีว่าหากไปใช้มาตรการแข็งกร้าวมากก็อาจส่งผลกระทบที่สูงมาก โดยเฉพาะในรายของสเปนนั้นมีขนาดเศรษฐกิใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยูโรโซน
นอกเหนือจากนั้นแล้ว การที่อียูและไอเอ็มเอฟเลือกที่จะให้ไซปรัสมีส่วนร่วมในการหาเงินมาช่วยอุดช่องโหว่ของปัญหาเศรษฐกิจด้วยการเรียกเก็บภาษีจากบัญชีเงินฝาก แทนที่จะให้เงินช่วยพร้อมกับผูกเงื่อนไขปฏิรูปอีกจำนวนหนึ่งเหมือนกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสเปน ที่ได้ไปก่อนหน้านี้ก็เพราะกลัวว่าเงินที่ถูกนำไปช่วยไซปรัสจะกลายเป็นการไปโอบอุ้มเศรษฐีและนักลงทุนรัสเซียที่เอาเงินมาฟอกในภาคธนาคารไซปรัสไว้
ฉะนั้น แม้ว่าในอีกด้านหนึ่งจะรู้อยู่เต็มอกว่าหากปล่อยไซปรัสเดินออกจากยูโรโซนจะส่งผลกระทบต่อเชิงจิตวิทยาและความเป็นเอกภาพของยูโรโซนอยู่ แต่วิธีการดังกล่าวที่ออกมาก็ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้วในสายตาของอียูที่ถูกบงการและชี้นำทิศทางการเจรจาโดยเยอรมนีและไอเอ็มเอฟ
ส่วนเหตุผลที่สองคือ อียูและไอเอ็มเอฟต้องการใช้กรณีของไซปรัส เช่น การเก็บภาษีเงินฝาก และปล่อยให้แบงก์ล้มละลาย เป็นอุทาหรณ์เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนให้รับรู้ถึงภัยอันตรายจากการที่ประเทศหนึ่งๆ ปล่อยปละละเลยให้ภาคธนาคารมีขนาดใหญ่เกินตัว จนยากแก่การควบคุมและจัดการเมื่อมีปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะในกรณีของลักเซมเบิร์กนั้น ที่ปัจจุบันภาคธนาคารมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของประเทศมากถึง 24 เท่าตัว ขณะที่มอลตาและไซปรัสอยู่ที่ 7.8 และ 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศตามลำดับ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการส่งสัญญาณเตือนด้วยการที่อียูและไอเอ็มเอฟออกมาสวมบทโหด เสมือนว่ากำลังต้องการที่จะ “เชือดไก่ให้ลิงดู” กับไซปรัสนั้นก็มีผลกระทบทางจิตวิทยาไปยังประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนที่กำลังมีปัญหาคล้ายคลึงกับไซปรัสในการมีภาคแบงก์ที่ใหญ่เกินตัวให้ออกมาเริ่มตระหนักและรับรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ไขมากขึ้นก่อนจะสายเกินแก้
“ไซปรัสถือเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าประเทศเล็กจะได้รับการปฏิบัติอย่างไรถ้าจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือขึ้นมา” เอ็ดวาร์ด ไซคูนา รัฐมนตรีคลังมอลตา กล่าวให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ จากอังกฤษ
นอกจากนี้ แผนการเงื่อนไขที่เข้มงวดจากอียูและไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ ก็ยังเป็นการบ่งบอกอีกด้วยว่ากำลังต้องการบีบคั้นและมุ่งลงโทษไปยังกลุ่มภาคการเงินและธนาคารที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต่างอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายในการตักตวงผลประโยชน์ทางการเงินจากไซปรัสที่มีการเก็บภาษีต่ำ
ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือไซปรัสที่ออกมาจึงดูโหดและเข้มงวดกว่ากรณีของประเทศยูโรโซนอื่นๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้







