
แก้รธน.เพิ่งยกแรก!รอเวลารื้อครั้งใหญ่
สัมภาษณ์พิเศษ "ดิเรก ถึงฝั่ง" แกนนำสว.ผู้สวมบทมือประสานสิบทิศเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
"เล่นหลายบท ซ่อนหลายชั้น" น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะกับปฎิบัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550สายฟาแลบ ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศเอาไว้จะขอจัดเวทีสานเสวนาและให้สถาบันการศึกษาไปศึกษาเรื่องการจัดทำประชามติก่อนแต่สุดท้ายเป็นเพียงอีกด้านหนึ่งละครการเมืองภายหลังตัดสินใจจับมือสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ราว 60 คนยื่นร่างแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศเข้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา
สรุปสาระสำคัญสำคัญที่ขอแก้ไขกันอีกครั้งว่ามีทั้งสิ้น 3 หัวข้อหลัก 1.แก้ไขมาตรา 237 และ 68 ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องคดียุบพรรคได้โดยตรงและให้ตัดสิทธิ์การเมืองเป็นรายคน 2.ยกเลิกที่มาของสว.จากระบบสรรหาโดยให้กลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน และ 3.แก้ไขมาตรา 190 เพิ่มความชัดเจนว่าหนังสือสัญญาระหว่างประเทศประเภทใดบ้างที่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
จากประเด็นดังกล่าวได้นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างสว.บางกลุ่มกับรัฐบาลเพื่อให้พรรคเพื่อไทยบรรลุแผนการคุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ขณะที่สว.เลือกตั้งที่ร่วมหัวจมท้ายครั้งนี้ก็จะได้สิทธิ์กลับไปลงเลือกตั้งสว.เพื่อกลับมาเข้าสภาอีกครั้ง
ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนึ่งในแกนนำสว.คนที่สวมบทประสานสิบทิศการแก้รัฐธรรมนูญได้ให้คำตอบกับ ‘โพสต์ทูเดย์’ เอาไว้อย่างน่าสนใจ
“ผมทำเพื่อบ้านเพื่อบ้านเมืองและทุกคนทุกพรรคได้ประโยชน์หมดไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าจะถูกยุบพรรค จะได้เลิกนั่งกังวลสักที ไม่ใช่เรื่องประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้นแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย…
…. ที่สำคัญการแก้ไขในเรื่องสว.ไม่ได้แก้ไขให้สว.เลือกตั้งในปัจจุบันไปหมดวาระการทำงานพร้อมกับสว.สรรหา ทั้งที่สว.เลือกตั้งเหลือวาระอีก 1ปี ถ้าจะให้เป็นประโยชน์ทับซ้อนก็จะต้องเป็นการแก้ให้สว.เลือกตั้งได้เป็นสว.อีก หรือไปแก้ให้สว.เลือกตั้งปัจจุบันไปหมดวาระพร้อมกับสว.สรรหาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แบบนี้ถึงจะเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน”
จากนั้น ดิเรก ชี้แจงอีกว่าการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในจังหวะนี้ไม่ได้มีนัยทางการเมืองอะไรหรือเกี่ยวข้องอะไรกับการโฟนอินมายังสส.พรรคเพื่อไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มาจากการหารือกันหลายครั้งแล้วระหว่างคณะสว.และคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่การแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ถึงทางตัน
“...เรื่องท่านทักษิณอยากให้ทุกคนฟังให้ดี ผมไม่ได้สนใจและไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านทักษิณเลย แต่ผมพูดกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องนี้มาหลายเดือนแล้ว เมื่อเขารับหลักการไปเขาอาจจะตัดสินใจกันในพรรคอย่างไรผมก็ไม่รู้ ซึ่งอาจจะมาเพิ่งตัดสินใจเมื่อท่านทักษิณโฟนอินเข้ามา ไม่ได้เกี่ยวอะไรเราเพราะเราเสนอเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ท่านทักษิณจะโฟนอินมาอีก”
ในประเด็นของการแก้ไขที่มาของสว.นั้นอดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯที่ทำเรื่องนี้ตั้งแต่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เพราะเราอยากให้กลับสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและถูกต้อง
“ปัจจุบันสว.มีสองพวก สว.เลือกตั้งที่ประชาชนเลือกมาถูกล็อคให้เป็นได้แค่สมัยเดียว ขณะที่ สว.สรรหาที่มาจากคัดเลือกจากบุคคลเพียง 7 คนสามารถเป็นได้สองสมัย นี่หรือคือความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น นี่คือความไม่ถูกต้องในกระบวนการของมัน ดังนั้น เราต้องให้มีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ ถ้าคุณดีคุณเก่งคุณก็ได้เข้ามาเป็นอีก”
เช่นเดียวกับปัญหาของรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 และ มาตรา 68 ‘ดิเรก’ ให้เหตุผลที่ประเด็นดังกล่าวสมควรได้รับการปรับปรุงให้เป็นประชาธิปไตยว่า “มาตรา 68 เกิดความคลุมเครือหลังจากศาลรัฐธรรมนูญไปรับคำร้องว่าการแก้ไขมาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ทั้งที่เจตนารมณ์ของสภาร่างรัฐธรรมนูญความชัดเจนว่าต้องการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้กลั่นกรอง”
“ยืนยันไม่ได้ไปลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเลย อำนาจการตัดสินเราเห็นว่าเป็นเรื่องของศาลเอง”
ระหว่างการสนทนาที่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ‘ดิเรก’ ได้บอกเป็นนัยถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่าอาจไม่ได้จบลงตรงที่การเสนอใน 3 ประเด็นหลักข้างต้น เพราะเมื่อกระบวนการส.ส.ร.ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ในอนาคตจำเป็นต้องมาดูกันอีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีประเด็นอะไรอีกบ้างที่เป็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเป็นรายมาตราจนกว่าจะเกิดความสมบูรณ์
“ในเมื่อใช้แนวทางส.ส.ร.ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีแก้ทีละเล็กน้อยและเมื่อไหรเป็นที่พอใจกันหมดแล้วก็จบ อย่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามีฉบับเดียวแต่แก้กันมากว่า 30 ครั้งแล้วทำไมรัฐธรรมนูญของเราจะแก้ไขไม่ได้
…ขนาดคนใส่เสื้อแล้วมันฟิตเรายังต้องแก้เลย เราแก้ไขให้มันดีขึ้นไม่ใช่แก้ไขเพื่อไปหาปัญหา พอมาถึงทางตันเราก็ต้องแก้ไขให้มันดี”
พอถามว่ามีประเด็นอะไรที่สมควรแก้ไขเป็นรายมาตราในระยะยาว? ดิเรก แสดงความกังวลกับคำถามเล็กน้อยก่อนตอบออกว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”
ที่ผ่านมามีการพูดถึงปัญหาที่มาขององค์กรอิสระหลายครั้งทำให้มีความเป็นไปได้ที่ต้องแก้ไขด้วยหรือไม่? คำตอบที่ได้จากดิเรก คือ “มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหา องค์กรอิสระบางแห่งยังควรมีอยู่ยกเว้นบางแห่งที่มีความซ้ำซ้อนซึ่งกันและกันก็ค่อยมาว่ากันอีกที อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีไว้ ถ้าไม่มีป.ป.ช.คนมันก็โกงทั้งแผ่นดินนะสิ…
…เราไม่คิดยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแต่เราต้องการให้แต่ละอำนาจไม่ไปก้าวก่ายกัน เหมือนกับเวลาการทำงานบริหารเวลาที่ต้องมีปัญหาบ้างและก็ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา”
“สว.มีหน้าที่ช่วยทุกรัฐบาล”
ในอีกด้านหนึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสว.ดิเรกกำลังถูกจับจ้องว่าการเอาตัวเข้าเสี่ยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เพราะมีสัญญาใจกับรัฐบาลอะไรบางประการหรือไม่ ซึ่งข้อครหาทั้งหมดเจ้าตัวได้ขอปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมกับประกาศแบบลูกผู้ชายว่ามีหน้าที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลทุกชุดในเรื่องที่สมควรสนับสนุนเพื่อให้ประเทศเกิดประชาธิปไตยและสร้างประโยชน์ให้กับส่วนร่วมไม่ว่ารัฐบาลชุดนั้นจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม
“สว.มีหน้าที่ช่วยรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่มีหน้าที่ทำลายรัฐบาล ตอนนั้นรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ท่านแก้รัฐธรรมนูญตามแนวที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอผมผมก็โหวต รัฐบาลของท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ชุดนี้ผมก็บอกว่าถ้าแก้รายมาตราผมก็ยินดีช่วย ซึ่งรัฐบาลเอาด้วยผมก็ช่วยรัฐบาลจริงๆ สว.มีหน้าที่สนับสนุนรัฐบาลใครเป็นรัฐบาลสนับสนุนหมด”
ดิเรก ย้ำว่า “ไม่มีสัญญาใจอะไรกับพรรคเพื่อไทย โดยเราต่างเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาสมควรต้องแก้ไขเป็นรายมาตรา รัฐธรรมนูญนี้มีที่มาไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เกิดเสื้อเหลืองเสื้อแดงขึ้นมา ในอดีตผมเสนอแก้ไขมาตรา 237 ก็ถูกมองว่าทำเพื่อทักษิณแต่มาถึงจุดนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ทำเพื่อใครเลย …
...คิดว่าเวลานี้บรรยากาศไม่รุนแรงเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ประชาชนและนักการเมืองมีความเข้าใจมากขึ้นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล”
จะมีคำตอบให้กับประชาชนอย่างไรว่าสังคมกำลังได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ? ดิเรก ตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ ประชาชนจะได้ความเป็นประชาธิปไตยคืนมา เช่น การให้อำนาจประชาชนเลือกตั้งสว.ไม่ใช่ให้ใครมาเลือกแทนเขาแล้วไปประกาศว่าฉันเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเวลาอภิปรายในสภา
“เมื่อเกิดประชาธิปไตยที่ดีรัฐบาลก็จะบริหารประเทศและสามารถดูแลประชาชนได้อย่างดี เหมือนเราเป็นพ่อบ้านถ้าลูกในบ้านไม่ทะเลาะกันเราก็หาเงินหาทองมาดูแลได้อย่างดี แต่ถ้าถ้ารัฐบาลยังติดปัญหาภายในอยู่อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของคนทั้งชาติก็จะหายไป นี่ไงเป็นคำตอบว่าประชาชนจะได้อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญ”
ถึงเวลาขึ้นประธานวุฒิสภา
หากใครลองจับบรรยากาศในวุฒิสภาขณะนี้ให้ดีจะรู้สึกได้ถึงความอึมครึมที่เกิดขึ้นที่สืบเนื่องมาจากสภาพการแบ่งขั้วที่มีความรุนแรงและชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างสว.สรรหาและสว.เลือกตั้ง อันน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่การชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานวุฒิสภาอันดุเดือดเมื่อปีที่ผ่านมาและเป็นฝ่ายสว.เลือกตั้งที่สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งประมุขสภาสูงได้หลังจากฝ่ายสรรหาครองอำนาจสูงสุดมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปี
สภาพที่เกิดขึ้น ‘ดิเรก’ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในสภาพขมุกขมัวได้มีมุมมองว่า “สว.ต้องแตก เพราะมีที่มาต่างกันแล้วมีเบื้องหน้าเบื้องหลังต่างกัน แม้จะพูดพยายามให้ปรองดองกัน พูดก็ได้แต่พูดแต่ทางปฎิบัติมันไม่ใช่ เพราะไม่ใช่แค่ที่มาที่ต่างกันเพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหาเบื้องหลังของที่มาอีก ใครลูกน้องใคร ใครผลประโยชน์ใคร ใครเป็นตัวแทนใคร มันเลยทำให้คุยกันได้ยากมาก เมื่อกระบวนการเป็นแบบนี้ยังไงก็ต้องทะเลาะกัน”
จากความแตกแยกที่เกิดขึ้นทำให้ดิเรกสามารถวิเคราะห์และประมาณการณ์เสียงของวุฒิสภาที่จะร่วมสนับสนุนกการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ณ เวลานี้ สว.ที่ร่วมลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญประมาณ62คน และยังมีบางคนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อแต่จะขอสนับสนุนในขั้นการพิจารณาในรัฐสภา ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 90 เสียงนั้นมีทั้งสว.สรรหา และเลือกตั้งในกลุ่ม 40 สว.และสว.ในกลุ่มภาคใต้บางจังหวัด แต่เชื่อว่ากลุ่มสว.ภาคใต้และสว.สรรหาที่ไม่ได้อยู่กลุ่มใครบางส่วนจะมาร่วมสนับสนุนด้วยการลงมติรับหลักการ”
น้ำเสียงของดิเรกที่พูดถึงสว.ฝ่ายสนับสนุนได้แสดงออกมาด้วยความมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านไปได้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งสว.ทั่วประเทศ และพร้อมลงสมัครสว.นนทบุรีอีกสมัยภายใต้รัฐธรรมนูญ2550ที่ผ่านการแก้ไขแล้วพร้อมกับขอหมายมั่นปั้นมือว่าจะก้าวสู่ตำแหน่งประธานวุฒิสภาให้ได้หลังจากทำได้ดีที่สุดแค่เป็นตัวเต็งบนพื้นที่มาหลายครั้ง
“ถ้าตอบกันอย่างตอบตรงๆก็ยังอยากลงสมัครสว.อยู่ ไม่อยากไปพูดให้มันคลุมเครือว่าไม่อยากลงแต่จริงอยากลงอะไรแบบนี้ กฎหมายให้สิทธิ์ลงสมัครได้ผมก็ลง เพราะว่าบทพิสูจน์การเลือกตั้งสว.ไม่ได้อยู่ที่ผมแต่อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้เลือกผมให้เป็นสว.หรือไม่ นักสู้มีสิทธิ์สู้ก็ต้องสู้…
…ผมทำพื้นที่มาตลอดตั้งแต่สมัยรับราชการ ตอนลงสมัครครั้งที่แล้วผมใช้เงินน้อยที่สุด พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก ครั้งหลังสุดผมแจ้งถึงยอดค่าใช้จ่ายไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าได้ใช้เงินระหว่างสมัครเลือกตั้งเพียงประมาณ 5 แสนบาท”
“การเลือกประธานวุฒิสภาที่ผ่านมามีชื่อติดเป็นแคนดิเดทและตัวเต็งมาตลอด แต่ดวงมันยังไม่ถึง รอบหน้าถ้ามีโอกาสได้เข้าสภาก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่จุดนั้นเหมือนเดิม ครั้งล่าสุดที่ต้องถอนตัวไปเพื่อหลบให้ท่านนิคม ไวยรัชพานิช เพราะผมกับท่านเกี่ยวดองเป็นเครือญาติในฐานะแซ่โค้วเหมือนกัน ผมเลยต้องเสียสละให้น้องไปสู้ แต่ครั้งหน้าคงต้องบอกว่าน้องเอ๋ยพี่ขอมั้งเถอะ”
ขณะเดียวกัน ดิเรก ฉายภาพวุฒิสภาโฉมใหม่ด้วยว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งหรือสภาพของสภาทาสเหมือนในอดีต เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สว.ชุดใหม่จะมีพลังขับเคลื่อนและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิเพื่อเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศ
“ภาพสว.200 คนกำลังดีไม่มากไปไม่น้อยเกินไป เวลานี้สว.ที่ทำงานในคณะกรรมาธิการมีจำนวนไม่พอ ถ้าระบบใหม่สามารถเฉลี่ยงานให้เหมาะสมและเพิ่มคุณภาพในการทำงานจะดีขึ้นด้วและแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่ก็เชื่อว่าเมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะไม่เกิดปัญหารุนแรงเหมือนกับปัจจุบันที่แบ่งแยกระหว่างระบบเลือกตั้งและสรรหา เพราะถึงเวลานั้นคนที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนจะมีจิตสำนึกอยู่ว่าต้องทำเพื่อประชาชน”







