
ความรับผิดทางอาญาของเด็ก(2)
สัปดาห์ที่แล้ว ผมนำตัวบทกฎหมายให้ท่านได้อ่านกันเป็นภาษากฎหมาย หวังว่าท่านคงจะอ่านเข้าใจ ไม่ฟุบหลับบนหน้าหนังสือพิมพ์เสียก่อน
สัปดาห์ที่แล้ว ผมนำตัวบทกฎหมายให้ท่านได้อ่านกันเป็นภาษากฎหมาย หวังว่าท่านคงจะอ่านเข้าใจ ไม่ฟุบหลับบนหน้าหนังสือพิมพ์เสียก่อน
ภาษากฎหมายไม่ยากอย่างที่กลัวกันใช่ไหมครับ
การที่เด็กทำผิดกฎหมาย จะโทษเด็กอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะเด็กเล็กยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี จึงอยู่ที่ผู้ใหญ่จะอบรมสั่งสอน จะเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็นว่า การกระทำอย่างไรเป็นสิ่งดีงาม ควรเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ
โดยธรรมชาติเด็กเล็กๆ ที่ไม่รู้เดียงสา ย่อมไม่รู้หรอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าเราเอาไม้ให้เด็กเล็กไล่ตีผู้ใหญ่ แล้วผู้ใหญ่ก็สนุกสนานไปกับการไล่ตีของเด็ก เห็นว่าเป็นสิ่งน่ารักน่าเอ็นดู เด็กย่อมจะเข้าใจว่าการเอาไม้ไล่ตีผู้อื่นเป็นสิ่งดีไม่ใช่การกระทำที่ผิด และยิ่งหากเอาปืนให้เด็กเล่นในทำนองเดียวกัน เด็กก็จะไม่รู้ว่าการเอาปืนยิงคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี เป็นความผิด จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องอบรมสั่งสอนให้เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดี และหากเด็กไปกระทำความผิดผู้ใหญ่ควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย
การสอนให้คนเป็นคนดี จึงต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ ตามที่มีผู้กล่าวว่า รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว
กฎหมายกำหนดอายุเด็กในการกระทำความผิดขั้นแรกไว้ไม่เกิน 10 ขวบ ตามมาตรา 73 นั้น เป็นการแก้ไขใหม่ เดิมกำหนดอายุไม่เกิน 7 ขวบ เพิ่งจะเพิ่มเป็น 10 ขวบ เมื่อปี 2551 โดยกฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งหมายความว่า การกระทำของเด็กยังเป็นความผิดอยู่ แต่ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย
การเพิ่มอายุเด็ก จะเป็นการสวนทางกับความเป็นจริงตามธรรมชาติของเด็กหรือไม่ เพราะหลายคนมีความเห็นตรงกันว่า เด็กสมัยนี้รู้เรื่องเร็วกว่าสมัยก่อน เด็กยุคนี้รู้ข้อมูลข่าวสารได้ง่ายและรวดเร็ว ยิ่งเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เด็กยิ่งเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
การที่กฎหมายกำหนดว่า เด็กอายุกว่า 10 ขวบ แต่ไม่เกิน 15 ปี แม้ทำความผิดแล้วจะไม่ต้องรับโทษเหมือนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ แต่กฎหมายถือว่ายังรู้ผิดชอบชั่วดีบ้างแล้ว จึงให้ศาลว่ากล่าวตักเตือนเด็กหรือพ่อแม่ หรือให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กไปกระทำความผิดอีก ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74
ส่วนเด็กที่อายุเกิน 15 ปี แต่ยังต่ำกว่า18 ปี กฎหมายให้ศาลพิจารณาถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเด็ก ถ้าเห็นว่ายังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี จะให้ดำเนินการตักเตือนหรือวางข้อกำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองไปปฏิบัติก็ได้ แต่ถ้าเห็นว่าเด็กรู้เรื่อง เข้าใจเรื่องราวผิดชอบชั่วดีแล้ว ศาลจะลงโทษก็ได้ โดยให้ลดมาตราส่วนลงโทษลงกึ่งหนึ่ง
การที่กฎหมายให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีก็เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของเด็กแต่ละคน เพราะพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน หากไม่ใช้ดุลพินิจแล้ว อาจลงโทษโดยไม่เหมาะสมแก่กรณี
แต่ถ้าเด็กอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเด็กที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย กฎหมายถือว่ารู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า มีลูกได้แล้ว ฉะนั้นคงไม่ต้องว่ากล่าวตักเตือนกันอีกแล้ว กฎหมายบัญญัติให้ต้องลงโทษ จะว่ากล่าวตักเตือนหรือวางข้อกำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิบัติก็คงไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว แต่เพื่ออนาคตเพื่อให้โอกาสเด็ก กฎหมายยังให้ลดโทษ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม
การที่กฎหมายกำหนดให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือวางข้อกำหนดสำหรับเด็กอายุเกิน 10 ขวบ แต่กับเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบ กฎหมายไม่ให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือจะวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองก็ไม่ได้นั้น ในความเป็นจริงแล้ว เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ พ่อแม่ผู้ปกครองยังมีโอกาสที่จะอบรมสั่งสอนได้ดีกว่าเด็กที่อายุเกิน 10 ขวบ ยิ่งอายุเกิน 15 ปี พ่อแม่ผู้ปกครองสั่งสอนได้ยาก เด็กเหล่านี้จะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วยแล้ว ก็ยากที่เด็กจะเชื่อฟัง เช่น ไม่ให้เด็กกินเหล้าสูบบุหรี่ แต่พ่อแม่ยังทำให้เห็น เด็กย่อมจะไม่เชื่อฟังอย่างแน่นอน
เด็กที่กระทำความผิดจำนวนไม่น้อย เป็นเด็กที่เรียกว่า เด็กเหลือขอ พ่อแม่สั่งสอนไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เด็กเหล่านี้จะไปเข้ากลุ่มเข้าแก๊ง รวมกลุ่มกระทำความผิด เป็นเรื่องจริงที่มีให้เห็นตลอดมา และน่าจะมีต่อไปหากสังคมเรายังยึดติดกับวัตถุ ยังฟุ้งเฟ้อตามกระแส
การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำความผิด เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะกฎหมายจะเข้ามาเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ฉะนั้นไม่ว่าจะวางมาตรการหรือกำหนดวิธีการปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่สามารถแก้ไขที่ต้นเหตุได้
กฎหมายไม่ว่าจะบัญญัติอย่างไร ก็ไม่สามารถบังคับให้คนเป็นคนดีได้ กฎหมายทำได้เพียงลงโทษคนไม่ดี กันคนไม่ดีให้ออกจากสังคม ไม่ให้ก่อความเสียหายให้กับสังคม
ในทำนองเดียวกัน กฎหมายไม่สามารถบังคับให้คนรักกันหรือปรองดองกันได้ กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวได้
แต่กฎหมายกลับจะเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองเลวๆ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องได้
พฤติกรรมของนักการเมืองผู้บริหารประเทศ ย่อมเป็นแบบอย่างให้เด็กและเยาวชนได้ลอกเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องเริ่มจากผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหารประเทศ ที่จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
เมื่อสมัยผมยังเรียนในมหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านหนึ่งเคยสอนว่า ประเทศเราเหมือนบ้านที่ผุพัง แก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องรอเด็กรุ่นใหม่มาเปลี่ยนแปลง
เด็กรุ่นใหม่ที่เคยตั้งความหวังไว้เมื่อ 20-30 ปีก่อน คือเด็กที่เรียกว่า คนเดือนตุลา แต่วันนี้คนเดือนตุลาได้มีอำนาจวาสนา เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว แต่ประเทศเรากลับแย่ลง
เพราะคนเดือนตุลาที่ฉลาด ได้ใช้ความสามารถไปในทางช่วยเหลือคนชั่วให้มีอำนาจนั่นเอง







