
พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตโตพระนพีสีพิศาลคุณ(3)
ในปี พ.ศ. 2497 พระนพีสีพิศาลคุณ อายุได้ 26 ปี พระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต (แส่ว) ได้ขึ้นมาจาก จ.เพชรบูรณ์
ในปี พ.ศ. 2497 พระนพีสีพิศาลคุณ อายุได้ 26 ปี พระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต (แส่ว) ได้ขึ้นมาจาก จ.เพชรบูรณ์
โดย...อมรเทโว ภิกขุ
ในปี พ.ศ. 2497 พระนพีสีพิศาลคุณ อายุได้ 26 ปี พระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต (แส่ว) ได้ขึ้นมาจาก จ.เพชรบูรณ์
เพื่อมารับเอาตัวท่านกลับไปอยู่ที่วัดศิลามงคล บ้านหินฮาว ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ และสอบนักธรรมชั้นเอกได้ที่สำนักเรียนวัดศิลามงคลนี้
สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
ในปี พ.ศ. 2498 ปีต่อมาท่านอายุได้ 27 ปีสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ได้เป็นพระมหา โดยได้ไปสอบที่สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร จ.พระนคร และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ เจ้าคณะอำเภอ จ.เพชรบูรณ์
สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
ในปี พ.ศ. 2499 ท่านอายุได้ 28 ปี สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร จ.พระนคร ท่านได้รู้ธรรมวัจนะคำสอนของพระพุทธเจ้า และท่านต้องการที่จะรู้ในทางปฏิบัติ จึงตั้งจิตทำใจให้แน่วแน่เป็นหนึ่ง แล้วนึกว่าจะอยู่ในเพศบรรพชิตนี้ต่อไปหรือจะสึก เกิดนิมิตมีเสียงดังขึ้นมาภายในใจว่า “เราจะอยู่ไม่สึก ถ้าอยู่ก็หยุดเรียนได้แล้ว จงบำเพ็ญภาวนา เพื่อมรรค ผล นิพพานต่อไป”
คุณพ่อตัวอย่าง
ช่วงนี้ท่านได้รับหนังสือจิตสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญาเล่มหนึ่งเขียนโดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ อ่านแล้วเกิดความซาบซึ้งในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนี้ท่านได้ส่งไปให้โยมพ่อได้อ่าน และให้ถือเอาปฏิบัติตนด้วย เมื่อโยมพ่อได้รับหนังสือ ก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นับเป็นผู้มีสติปัญญาและมีสัมมาปฏิบัติที่ควรแก่การสรรเสริญ
โยมพ่อท่านได้ปฏิบัติอยู่ในขอบเขตแห่งศีลธรรมมาด้วยดี ขณะที่ท่านทำไร่ไถนาที่บ้านเพชรบูรณ์ ทุกฝีก้าวจะมีแต่คำภาวนา พุทโธ ตลอดเวลา แม้กับการพูดจากับผู้หนึ่งผู้ใดคำว่า พุทโธ จะต้องกล่าวนำก่อนทุกครั้ง แม้คำอุทานภาษาชาวบ้านก็จะพูดคำหยาบยาวเหยียด แต่โยมพ่อของท่านใช้คำสั้นๆ อุทานว่า พุทโธ แล้วก็เงียบ ไม่พูดคำอื่นต่อ ทำให้ท่านสามารถควบคุมอารมณ์จิตได้ดีมาก
เมื่อถึงวันโกนวันพระท่านจะรักษาศีลนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมอย่างไม่ย่อท้อ เพราะท่านมีที่พึ่งทางใจอย่างมั่นคงแล้ว โยมพ่อของท่านยึดถือว่าการปฏิบัติบูชาสามารถกระทำให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้กำลังทำงานอยู่ก็สามารถอาราธนาศีล ละเว้นความชั่วบาปกรรมทั้งปวงได้เสมอ การกระทำความชั่วของตนนั้น ก็ไม่เห็นบุคคลนั้นไปขอใคร ก็ตัวเองเป็นผู้ก่อกรรมเองทั้งนั้น ฉะนั้นความดีเป็นผู้กระทำขึ้น ก็ไม่ต้องหาที่อื่นอีกเพราะมันไม่มี
ความดีจะหาได้ในใจตนเอง การทำความดีแม้ใครไม่เห็นเราก็หาสนใจไม่ มีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ท่านมองเห็น เทพเทวดาก็ย่อมเป็นเพื่อนแก่เราได้ เพราะเรามีที่พึ่ง บุคคลเช่นโยมพ่อของท่านถือได้ว่าเป็นคนจิตใจบริสุทธิ์จริง เชื่อผลของความดี มีหลักแหล่งของจิตใจที่บริสุทธิ์กว้างขวางสมบูรณ์ดีแล้ว
หนังสือจิต-สิกขา
ของพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
ดวงพุทโธอยู่ที่ใจ
ในปีต่อมาท่านได้เดินธุดงค์อยู่ในป่าดง พระอาจารย์แส่ว ได้ออกติดตามมาจากเพชรบูรณ์เพื่อแจ้งว่า ให้กลับไปเยี่ยมบ้าน เนื่องจากโยมพ่อป่วยหนัก ท่านจึงเดินทางไปเพชรบูรณ์
ท่านเล่าว่า “หนังสือจิต-สิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา เล่มนั้น มีพระคุณต่ออาตมาและโยมพ่อเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ท่านได้ปฏิบัติตาม แล้วสามารถควบคุมอารมณ์จิตที่เข้ามากระทบได้ดี ตอนที่ท่านป่วย ท่านสามารถใช้พลังจิตบังคับความเจ็บปวดได้อย่างดียิ่ง วิธีหลบจิตนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนมาแล้ว เพราะตอนที่โยมพ่อท่านป่วย เป็นโรคท้องร่วงอย่างแรง ได้รับความทุกข์ทรมานมาก ร่างกายผ่ายผอม กำลังวังชาก็ไม่มี การที่ท่านพระมหาทองอินทร์ได้เห็นโยมพ่อสามารถใช้พลังจิตบังคับความเจ็บปวดได้ด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่นั้น ท่านถามโยมพ่อว่าสภาพสังขารเป็นถึงขั้นนี้ท่านอยู่ได้ด้วยอะไรหรือ โยมพ่อท่านตอบว่า อยู่ได้ด้วยพุทโธ สังขารนั้นสุดท้ายก็แตกดับไป จะมีอยู่ด้วยดวงพุทโธเท่านั้นเอง...”
อำนาจจิตในธรรม
ท่านได้อยู่ปรนนิบัติดูแลโยมพ่อเป็นเวลานานพอสมควร นับได้ว่าผลการบวชเป็นพระ สามารถขอแนะนำวิถีส่องทางเดินให้โยมพ่อได้ถูกต้อง แม้เพียงหนังสือจิตสิกขา ที่ส่งมาให้โยมพ่ออ่านเพียงเล่มเดียว ทำให้โยมพ่อมีอำนาจสมาธิจากการที่ท่านปฏิบัติและอาศัยอำนาจศีลที่รักษามาโดยตลอด ก็มีผลทางจิตใจมาก ทำให้โยมพ่อ
1.เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
2.สามารถบังคับโรคภัย บังคับเวทนา ขณะเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้
3.มีความแกล้วกล้าอาจหาญ แม้จะมีความเจ็บปวดอยู่ต่อหน้า แม้จะมีความตายรออยู่ต่อหน้า ก็มีจิตใจ เป็นปกติไม่หวั่นไหว
4.มีอารมณ์จิตแจ่มใส เบิกบาน ยิ้มได้ทั้งๆ ที่อยู่ในขั้นทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส
5.มีดวงจิตติดแน่นอยู่กับพุทโธ วางสภาวะได้ และมีที่พึ่งทางใจคือความดีงาม
หากมีผู้ใดได้ปฏิบัติและยึดมั่นในความดี ท่านทั้งหลายมีสุคติแน่นอน
สุคติเป็นที่ไป
ในปี พ.ศ. 2499 โยมพ่อของท่านพระนพีสีพิศาลคุณ ได้ถึงแก่กรรม แต่ก่อนที่จะสิ้นคืนนั้น ท่านเป็นผู้ให้สติ ท่านเจริญสมาธิตลอดเวลา โยมพ่อท่าน นอนหลับเอาพุทโธเป็นที่พึ่งตลอด ตอนที่จิตออกจากร่างท่าน คงจะได้อารมณ์พระกรรมฐานแน่นอน ท่านอยู่จัดการงานศพโยมพ่อเรียบร้อย จึงเดินทางกลับเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 2500 ท่านอายุได้ 29 ปี ท่านยังอยู่กับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต (พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา) ที่วัดศิลามงคล บ้านหินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ท่านได้อุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา และศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นท่านก็ขอกราบลาพระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต กลับมาหาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่วัดสันติธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่
มุ่งเข้าป่าหาดวงธรรมถ้ำผาจรุย
ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2501 เมื่อท่านสอบได้แล้ว ท่านก็เกิดความเบื่อหน่ายที่จะศึกษาเล่าเรียนต่อไป จึงคิดหาทางออกโดยการออกบำเพ็ญ มุ่งสู่ป่าดงพงไพร ท่านจึงขอกราบลาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรมภาวนา เพื่อความรู้แจ้งในพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเตรียมบริขารที่จำเป็น ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขาลำเนาไพร เพื่อออกธุดงค์กรรมฐาน เพื่อแสวงหาสิ่งอันประเสริฐ คือ ดวงธรรมความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ด้วยจิตใจอันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ โดยธุดงค์จาก จ.เชียงใหม่ ไปทาง จ.เชียงราย โดยได้ขึ้นรถลากไม้จาก จ.เชียงใหม่ ไปต่อรถที่สถานีขนส่ง จ.ลำปาง แล้วต่อรถไป จ.เชียงราย ไปลงรถที่ อ.พาน ขึ้นรถต่อไปบ้านป่าแงะ ซึ่งสมัยนั้นถนนหนทางลำบาก เต็มไปด้วยฝุ่นของถนนลูกรัง ท่านเลือกสถานที่อันสงบระงับแห่งหนึ่ง ในเขต อ.ป่าแดด จ.เชียงราย สถานที่แห่งนั้น ท่านเรียกว่าถ้ำผาจรุย โดยต้องเดินลุยโคลนตมมุ่งหน้าไปยังถ้ำ เพราะโดยรอบในเวลานั้น เป็นที่ลุ่ม เป็นท้องนาของชาวบ้านก็มี
ที่ถ้ำผาจรุยนี้ ชาวบ้านที่แท้จริงนั้น มีบ้านเป็นส่วนน้อย มีผู้อพยพมาจาก จ.เชียงใหม่ มากกว่า บางครอบครัวก็นับถือกันมากเพราะเคยรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ ไปพักที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาจรุยซึ่งเป็นสำนักกรรมฐาน ท่านบำเพ็ญสมณธรรม ทำความเพียรภาวนาวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่จำพรรษาที่ถ้ำผาจรุยเป็นเวลา 6 พรรษา สั่งสอนญาติโยมหลังจากที่ชาวบ้านเสร็จจากการทำนาทำไร่ทำสวน ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานิมนต์ขอฟังธรรมอยู่เป็นประจำมิได้ขาดทุกคืน จนเป็นที่เคารพนับถือของคณะศรัทธา และก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสของญาติโยมเป็นอย่างมาก
ที่นี่ท่านมีเพื่อนสหธรรมิกที่เคยมาร่วมปฏิบัติภาวนาด้วยกัน พระครู วิเวกวัฒนาทร (หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก) พระญาณวิศิษฏ์ (หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ) พระภาวนาภิรัต (หลวงปู่สังข์ สงฺกิจฺโจ) พระครูธรรมคุณาทร (สูนย์ จนฺทวฺณโณ) เป็นต้น
วัดถ้ำผาจรุย
ที่ถ้ำผาจรุยนี้ มีถ้ำผามากมาย มีสถานที่ปฏิบัติธรรมเดินจงกรมหลายแห่ง ท่านได้เข้าไปบำเพ็ญธรรมในถ้ำ เช่น ถ้าหน้าร้อนก็มีถ้ำบนเชิงเขา ภายในมีความกว้างขวางพอสมควร ถ้าเป็นฤดูฝนก็ขึ้นไปถ้ำข้างบน เพราะถ้ำนี้อบอุ่น อากาศถ่ายเทได้ดี เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา อารมณ์จิตของท่านได้ปล่อยวางภาระทั้งหลาย ออกจากความคิดทั้งหมด ทำจิตใจตลอดเวลา 3 วัน 3 คืน ขณะที่นั่งสมาธิภาวนา อารมณ์จิตที่เคยคิดวุ่นวายอยู่กับโลกเริ่มถูกคนให้ขุ่นอีก เลยพิจารณาถามขึ้นในใจว่า ทำไมหนอเราจึงทุกข์เช่นนี้ เราเองสู้หลบหน้าเข้าป่ามาอาศัยถ้ำอยู่ หลบหน้าผู้คน จนแล้วจนรอด ความทุกข์ สัญญาที่เคยพบประสบมา มันยังเฝ้าติดตามมารบกวนได้ในป่านี้ เราจะทำอย่างไรหรือ พอท่านพิจารณายกเอาความทุกข์ขึ้นมา จิตใจภายในนั้นกลับผุดขึ้นว่า “ก็ปล่อยวางเสียสิ” เมื่อจิตตอบมาอย่างนั้น ความสงบก็สลัดอารมณ์ที่คอยส่งออกไปข้างนอกเสียจนหมดสิ้น เหลือแต่อารมณ์รู้อย่างเดียว คือ ความสบาย สงบเยือกเย็น นี้คือได้พบกับความจริงในครั้งแรกของสมาธิ
วิธีดับความคิด
พอจิตมีความสงบหลังจากได้สมาธิ ความคิดก็พุ่งขึ้นมาใช้อย่างเต็มที่ ปัญญาบ่งบอกความคิดนั้นไม่หยุดหย่อน รู้ชัดแล้วทันต่อความคิดนั้นทีเดียว แต่ต้องระวังถ้าเกิดความคิดความนึกมาก ความสงบความดับไม่เกิด ก็จะกลายเป็นเครื่องฟุ้งซ่าน เพราะอะไร เพราะพูดมาก คิดมากมันเพ้อ ฉะนั้นคำสอนจึงมีการปล่อยวาง อาศัยปัญญาวางเฉยสักแต่รู้ สักแต่ว่าทำเหมือนการงานนี้ เรากระทำไปตามหน้าที่ คือ ทำให้ดี ทำให้งาม เป็นที่เรียบร้อย ผลงานดี แต่อย่าหลงในผลงานนั้น หลงมากดีใจมาก มันก็ฟุ้งมากเท่านั้นเอง ปกติถ้าคนคิดมากๆ ก็กลายเป็นคนจิตไม่ว่างอยู่แล้ว อะไรๆ ก็แบกไว้ทั้งหมด คิดว่าตัวเองเป็นผู้มีหน้าที่คิด เลยเป็นเหตุให้จิตไม่ปกติ คือ ฟุ้งซ่านเป็นทุกข์กลายเป็นโรคประสาทไปได้ ท่านจึงปฏิบัติโดยใช้วิธีดับความคิด เมื่อเวลาจิตฟุ้งซ่านขึ้นมา พิจารณาจิตให้แตกซ่าน เกิดปัญญาขึ้นมา ฝึกไปนานๆ พอมันคิดขึ้นมาปุ๊บ ก็เอาปัญญามาระงับ ให้สงบปล่อยวางทันทีเลย คิดดี คิดไม่ดี เอาปัญญามาดูแล้วดับวางมันเสีย เราก็จะปฏิบัติได้อย่างเต็มที่
สู่แดนธรรมถ้ำผาจม
ท่านจำพรรษาถ้ำผาจรุย ตลอดเวลาจิตสามารถถึงการปฏิบัติบูชาเป็นอย่างยิ่ง ท่านมีความตั้งใจว่า ชาตินี้จะขอเอาดีทางปฏิบัติภาวนา เมื่อไปอยู่ถ้ำผาจรุยก็ได้ผลทางจิตใจไม่น้อยเลย จิตใจสงบเยือกเย็นดี อารมณ์จิตที่กระเพื่อมไปมาเหมือนระลอกคลื่นก็ค่อยๆ สงบลงไป ถ้าเป็นอย่างสมัยแรกๆ อารมณ์โกรธ อารมณ์ดีใจ อารมณ์ปีติ มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะแสดงยื่นออกมาเลยหน้าอีก ต่อมาเมื่อปฏิบัติฝึกอบรมเรื่อยๆ ก็ได้ผลดี สมาธิเกิดง่าย สามารถดับอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างอัศจรรย์
เมื่อออกพรรษาท่านธุดงค์ไปกับหมู่คณะ ไปทาง จ.เชียงราย อ.แม่สาย ท่าขี้เหล็ก เขตชายแดนประเทศพม่า เมื่อไปถึงก็เข้าหาที่พักบำเพ็ญธรรม ก็เลยเข้าไปถ้ำผาจม ซึ่งเวลานั้นก็มีแต่ป่ากับถ้ำ บ้านเรือนไม่มีอย่างเดี๋ยวนี้และกุฎิ ศาลา ก็ยังไม่มีอย่างเดี๋ยวนี้ อาจารย์วิชัย เขมิโย ท่านเคยอยู่ถ้ำผาจรุยด้วยกัน ไปสร้างเสียใหญ่โตเลย มีผู้คนไปพักสบายมาก เวลานี้เจริญรุ่งเรือง ภายในถ้ำผาจมสมัยนั้น ก็มีแคร่ไม้อยู่คงจะเป็นที่ครูบาอาจารย์ไปอยู่บำเพ็ญธรรมกันตลอด เพราะสภาพป่าดงเงียบดี เหมาะแก่การภาวนามาก ภายในถ้ำนี้ก็น่าศึกษา มีเหตุการณ์น่าเรียนรู้โดยเฉพาะทางจิต
ท่านไปอยู่ทำภาวนา 2 เดือนเท่านั้นเอง ได้ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่อันเหมาะสม ผู้คนไม่มีเข้าไปวุ่นวาย มันไม่น่าดูอะไรตอนนั้น ตลาดแม่สายก็ไม่เจริญ ผู้คนก็มีไม่มาก พอได้อาหารฉันบ้างไม่ถึงกับลำบาก ท่านอยู่ครบ 2 เดือน ก็กลับไปที่ถ้ำผาจรุยอีกครั้ง พร้อมกับคิดปรับปรุงสถานที่นั้นให้ดีขึ้น
เมื่อเข้าพรรษาก็มีพระเณรมาจากที่อื่นหลายรูปมาอยู่ปฏิบัติธรรม ต่างก็ได้ซ่อมแซมแนวกำแพงหินบางส่วน ทั้งยังได้ปรับปรุงถ้ำให้เป็นที่ทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา ตลอดจนกุฏิกรรมฐานขึ้น แม้จะไม่แข็งแรงก็สามารถอยู่ได้ตลอดพรรษาเลยทีเดียว







