
อาจารย์จุฬาฯอัดงบโครงการน้ำสูงเกินจริง
อาจารย์จุฬาฯ ซัดงบประมาณจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการน้ำสูงเกินจริง หวั่นเปิดช่องเอื้อบริษัทที่ปรึกษา
อาจารย์จุฬาฯ ซัดงบประมาณจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการน้ำสูงเกินจริง หวั่นเปิดช่องเอื้อบริษัทที่ปรึกษา
นายมานพ พงศทัต อาจารย์ ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เห็นด้วยกับแผนงานการจัดวางผังการใช้ที่ดิน และวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน 2 แผนงาน วงเงินรวมกันถึง 4 หมื่นล้านบาท ภายใต้ โครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย มูลค่า 3.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เพราะวงเงินสูงเกินความเป็นจริง ถือเป็นช่องโหว่ให้เงินรั่วไหลได้ อีกทั้งยังซ้ำซ้อนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ได้จัดทำผังเมืองเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย 25 ลุ่มน้ำ รวม 36 จังหวัดอยู่แล้ว และ เคยของบการจัดทำผังวงเงิน 7,000 ล้านบาท จากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)
“คนที่จะได้ประโยชน์คือบริษัทที่ปรึกษาซึ่งหลายบริษัทมีความใกล้ชิดกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล”นายมานพ กล่าว
ด้านสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) จัดเสวนาหัวข้อ “ToR 3.5 แสนล้าน ประเทศไทยได้อะไร” โดยมีนักวิชาการ วิศวกรเข้าร่วมวิพากษ์ทีโออาร์น้ำของรัฐบาลว่า มีความเป็นไปได้ยากที่โครงการจะสำเร็จ เพราะเอกชนมีความเสี่ยงเรื่องการเปลี่ยนแปลงราคา อีกทั้งบางบริษัทอาจจะเสนอแผนไม่ทันตามกำหนดในวันที่ 3 พ.ค.นี้
นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกสมาคม วสท. ระบุว่า โครงการบริหารจัดการน้ำนี้จะซ้ำรอยโครงการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งทั่วประเทศ เพราะเมื่อเงินก่อสร้างไม่พอกลุ่มบริษัทก็ต้องฟ้องร้องตามกฎหมาย ทำให้เวลาการก่อสร้างยืดเยื้อ
“ขอเสนอให้รัฐบาลกลับไปตั้งหลักใหม่โดยการหยุดโครงการ และเปลี่ยนผู้บริหารโครงการใหม่” นายสุวัฒน์กล่าว
ด้านนายคมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล่าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุว่า การที่รัฐบาลให้เอกชนกำหนดราคาสูงสุด เพื่อป้องกันงบประมาณบานปลายและเข้าใจว่าการกำหนดราคาสูงสุดรัฐบาลจะได้ประโยชน์ ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลกำลังเข้าใจผิด เพราะเมื่อเอกชนรับงานก็ต้องการผลกำไร และจะกันเงินความเสี่ยงออกไปเป็นส่วนใหญ่ของงบประมาณที่จะได้รับ ส่งผลให้เนื้องานที่ออกมามีต้นทุนการก่อสร้างต่ำและได้สิ่งก่อสร้างที่ไม่มีคุณภาพ
ขณะที่นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กยน. เพียงแต่คิดแผนหรือโครงการที่อยากให้มี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องก่อสร้างแบบที่ กยน. คิด แต่ที่ผ่านมานายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กลับผลักดันให้โครงการต่างๆ ต้องเป็นงบประมาณเร่งด่วน เพื่อต้องการโชว์ศักยภาพให้ประเทศญี่ปุ่นเห็นว่าประเทศไทยมีเงิน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้นักลงทุน
นายสุวัฒนา จิตลดากร ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรแหล่งน้ำ วสท. ระบุว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศว่าจะรวบรวมข้อเสนอของทุกกลุ่มบริษัทมาเป็นทีโออาร์ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่า เนื้อหาทีโออาร์ และโครงการไม่มีอะไรใหม่ เป็นโครงการของกรมชลประทานเกือบ 90% ใหม่แค่อนุมัติงบประมาณให้กรมชลประทานทำก็ยังสำเร็จ และมองเห็นปัญหาว่าการนำโครงการของกรมชลประทานมาให้เอกชนสร้าง หากผู้ที่คิดโครงการให้ชลประทานไม่เห็นด้วยถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
“ยังเป็นห่วงเรื่องการล็อกสเปกกลุ่มบริษัทเพราะหากเลือกแนวความคิดของกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาเป็นแนวคิดหลักในการทำทีโออาร์ฉบับนี้ก็มองเห็นได้ว่าจะเลือกใคร และบริษัทคู่แข่งก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกลุ่มบริษัทที่ถูกเลือกเพราะเวลาเตรียมตัวเพียง 45 วันเท่านั้น" นายสุวัฒนา กล่าว
ด้าน นายวิชา จิวาลัย สมาชิก วสท. เปิดเผยว่า หากโครงการที่บรรจุอยู่ใน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนบริหารจัดการน้ำ พ.ศ.... วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ก่อสร้างไม่สำเร็จรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร และยังไม่มีการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานที่ดึงมาบรรจุในทีโออาร์ว่า มีความทันสมัย และแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดหรือไม่ แต่กลับมีการดำเนินการต่อเพื่อก่อสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด ตนจึงเสนอว่ารัฐบาลควรจะมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลใหม่เสียก่อน
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า หลายโครงการที่ระบุในทีโออาร์นั้น เป็นโครงการที่เคยมีการคิดและศึกษามาแล้วทั้งสิ้น แต่มีปัญหาทั้งการเวนคืน หรือผลกระทบด้านต่างๆ อีกทั้งพื้นที่การสร้างทางอ่างเก็บน้ำที่รัฐบาลเสนอให้เอกชนเลือกสร้าง เช่น ท่าเเซะ วังมะเดื่อ ล้วนแต่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกซึ่งมีปัญหาการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจก่อสร้าง ส่วนพื้นที่การสร้างทางผันน้ำนั้นเป็นแผนเดิมของกรมชลประทาน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สามารถช่วยลดปริมาณน้ำที่เกินอัตราการรองรับได้เพียง 14% ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณการก่อสร้างกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ต้องเวนคืนพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ราคาไร่ละประมาณ 5 แสนบาท เพียงค่าเวนคืนก็ไม่สามารถสร้างทางผันน้ำได้ มีความเป็นไปได้ว่างบประมาณจะบานปลาย เพราะการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่วางกรอบงบประมาณไว้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาทแต่เมื่อสร้างเสร็จงบประมาณอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องใช้จ่ายในการ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่
“โครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงความสำเร็จตั้งแต่ต้น แต่ใช้งบประมาณเป็นตัวตั้งโดยไม่รู้ว่าเป็นการทำงานตามคำสั่ง หรือไปสัญญากับใครไว้ ซึ่งภาคประชาชนไม่ได้อะไร แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับเงินทอน”นายหาญณรงค์ กล่าว







