
ข้อคิด 7 ประการในอุตสาหกรรมหนังไทย
สองสามรัฐบาลที่ผ่านมาแสดงท่าทีสนใจอุตสาหกรรมหนังไทย ไม่ว่าจะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม หรือต้องการรายได้จากการส่งออกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออยากได้กองถ่ายต่างประเทศมาถ่ายทำเพื่อใช้จ่ายในประเทศ หรือหวังให้หนังต่างประเทศเหล่านั้นป่าวประกาศให้โลกรู้จักและสนใจเที่ยวไทย เหมือนอย่างหนังขำขันของจีน ล่าสุดที่ได้ค่าตั๋วในจีนตั้ง 1,600 ล้านหยวน (8,000 ล้านบาท!) แถมเกิดกระแสให้จีนแห่มาเที่ยวเชียงใหม่เพิ่ม 4 เท่าตัว เพราะเป็นเมืองที่ใช้ถ่ายทำ
สองสามรัฐบาลที่ผ่านมาแสดงท่าทีสนใจอุตสาหกรรมหนังไทย ไม่ว่าจะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม หรือต้องการรายได้จากการส่งออกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออยากได้กองถ่ายต่างประเทศมาถ่ายทำเพื่อใช้จ่ายในประเทศ หรือหวังให้หนังต่างประเทศเหล่านั้นป่าวประกาศให้โลกรู้จักและสนใจเที่ยวไทย เหมือนอย่างหนังขำขันของจีน ล่าสุดที่ได้ค่าตั๋วในจีนตั้ง 1,600 ล้านหยวน (8,000 ล้านบาท!) แถมเกิดกระแสให้จีนแห่มาเที่ยวเชียงใหม่เพิ่ม 4 เท่าตัว เพราะเป็นเมืองที่ใช้ถ่ายทำ
ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผมขอเสนอข้อคิดบางประการ เพื่อช่วยให้เห็นภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมนี้ ดังนี้
ข้อแรก ความรู้เกี่ยวกับตลาดหนังในต่างแดนของไทยยังมีน้อย เข้าใจว่ามีน้อยกว่าความรู้ที่มีต่อห้วงอวกาศด้วยซ้ำ งานวิเคราะห์ตลาดขายหนังในต่างแดนอย่างรัสเซีย อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ หรือในสหรัฐและยุโรปเป็นอย่างไรนั้น เกือบไม่เคยได้ยิน นอกจากเห็นแวบๆ จากสรุปย่อของสถานทูตไทยเป็นครั้งคราว ผู้สร้างภาพยนตร์ไทย จึงไม่มีแผนที่นำทางที่ตรงจุดเท่าที่ควรจะมี งบสนับสนุนให้มีการวิจัยตลาดจึงควรมีขึ้น
ข้อสอง เราขาดผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่มีพลังสูง การสร้างบทหนังที่สอดแทรกทุนทางวัฒนธรรม เพื่อถ่ายทอดคุณค่าไทยและเรื่องเด่นของเรา โดยยังให้ความบันเทิงที่ผู้ชมในตลาดต้องการนั้นยากนะครับ ต้องรู้ศาสตร์และศิลป์ของเรื่องนี้ดี ไม่งั้นคนดูจะรู้สึกเป็นหนังโฆษณาไป เสียอรรถรสและความเนียนหมด แผนการผลิตผู้เขียนบท คนซ่อมบทจึงควรอยู่ในวาระงบประมาณ
ข้อสาม ไทยยังไม่มีกองทุนและหรือระบบช่วยลดความเสี่ยงเพื่อให้ผู้ผลิตหนัง สร้างผลงานได้แม่นๆ ต่อเนื่อง ส่วนมากความช่วยเหลือมีเป็นครั้งคราวเท่านั้น ค่ายเล็ก คนตัวน้อยไอเดียดี ผลิตได้แต่หนังต้นทุนต่ำ ก็ทำให้หนังไทยลดความอลังการและงานละเอียดลงไป โอกาสยิงโดนใจตลาดโลกก็น้อย ควรมีกองทุนสนับสนุนการตลาดและพัฒนาเทคนิคภาพยนตร์เข้มแข็ง อังกฤษมีกฎหมายเจียดเงิน Lottery ทุกงวดมาสนับสนุนอุตสาหกรรมศิลปะและการสร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้เกิดการก้าวกระโดดเชิงระบบได้ ถ้าทำแบบกลัวๆ กล้าๆ กองทัพหนังก็ไม่เกิดเป็นคลื่นระลอกใหญ่พอ
อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เกาหลีใช้เวลา 20 ปี กัดฟันทำ จนวันนี้กระแสเกาหลีฟีเวอร์เกิดไปทั่วโลก บางเรื่องก็มากไป จน K–POP ถูกต้านแล้วก็มี แต่สินค้าและบริการเกาหลี แม้อ่านชื่อไม่ออก คนก็รู้สึกว่าน่าจะมีคุณภาพหมด
ข้อสี่ หนังถูกละเมิดลิขสิทธิ์กันจนผอมซีด การแอบถ่ายในโรงไม่มีกฎหมายเอาผิดได้ด้วยตัวของมันเอง ครั้นพอแอบถ่ายไปละเมิดเกิดมูลค่าได้สำเร็จ กว่าจะติดตามจับได้ มูลค่าหนังก็เหลือน้อยจนพ้นช่วงเก็บเกี่ยวคืนทุนซะแล้ว รัฐจึงต้องคุ้มครองเรื่องนี้แบบจริงจัง
ข้อห้า ถ้าจะดึงดูดกองถ่ายหนังต่างประเทศดังๆ คุณภาพสูงให้เข้ามาถ่ายทำในไทยมากๆ ก็ต้องมีมาตรการ แต่ปัจจุบันหลายประเทศมีนโยบายดึงดูดกองถ่ายที่เข้มแข็ง เช่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ มีมาตรการคืนค่าใช้จ่ายที่กองถ่ายจ่ายไปในการถ่ายทำในประเทศนั้นๆ ในรูป Cash Rebate สูงถึง 15-30% ถ้าหนังนั้นออกฉายในระดับสากล
ข้อหก ควรให้มีมาตรการแต้มต่อชั่วคราวแก่หนังไทย เพื่อช่วยให้เด็กวิ่งแข่งผู้ใหญ่ได้ในช่วงเริ่มต้น เกาหลีเคยบังคับหนังทุกเรื่องที่เข้าโรงให้เสียค่าธรรมเนียมพิเศษ เพื่อเอามาบำรุงกองทุนอุตสาหกรรมหนังเกาหลีในช่วงต้นๆ หรือปล่อยหนังเกาหลีไม่เข้ากระบวนการรอตรวจเซ็นเซอร์เหมือนหนังเทศอยู่พักใหญ่ มิให้หนังนอกเข้าชนโรงกับหนังในได้บ่อยเกินไป สหรัฐโวยแต่เกาหลีนิ่ง เพราะรู้ว่า WTO ไม่เอาผิด เนื่องจากฝรั่งเศสยัดกติกาไว้ในแกตต์ 1947 ตั้งแต่ต้น ว่าเรื่องหนังไม่ต้องอยู่ในกติกาการค้าเสรีเหมือนสินค้าอื่นๆ
ข้อเจ็ด ส่วนหนังสั้น หนังอาร์ต หาโรงฉายไม่ได้ หลายประเทศเขาให้เงินอุดหนุนโรงหนังที่ยอมเปิดจอให้หนังเล็กเหล่านี้ฉายได้ตามปริมาณที่รัฐตั้งกติกา ทั้งนี้เพื่อให้ศิลปะภาพยนตร์ได้รับการพัฒนา (เหมือน R&D อย่างหนึ่ง) หรือจะให้รัฐกำหนดเงินอุดหนุนให้โรงภาพยนตร์ที่ปรับตัวเองเป็น Art House คือ ฉายแต่หนังสั้นจากมือสมัครเล่นอย่างเดียว ก็มีตัวอย่างในบางประเทศเหมือนกัน
ถ้าเราใส่ปุ๋ยให้น้ำอย่างมีหลักวิชา นอกจากได้มูลค่าเพิ่มคืนมาเป็นเงินตราแล้ว หนังไทยยังขยายคุณค่าได้มหาศาลอีกด้วย







