
อำนาจบาตรใหญ่
คนไทยเป็นคนเจ้าสำบัดสำนวน (เห็นไหมแค่คำว่า “สำนวน” ก็ต้องมีคำว่า “สำบัด” มานำหน้า เพื่อให้คำดูคมเด่นขึ้น)
คนไทยเป็นคนเจ้าสำบัดสำนวน (เห็นไหมแค่คำว่า “สำนวน” ก็ต้องมีคำว่า “สำบัด” มานำหน้า เพื่อให้คำดูคมเด่นขึ้น)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คนไทยเป็นคนเจ้าสำบัดสำนวน (เห็นไหมแค่คำว่า “สำนวน” ก็ต้องมีคำว่า “สำบัด” มานำหน้า เพื่อให้คำดูคมเด่นขึ้น) ชอบเล่นกับถ้อยคำและภาษา โดยส่วนใหญ่จะทำให้คมเข้ม แฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง และให้ความรู้สึกไปในทิศทางต่างๆ ได้อย่างมากมาย อย่างคำว่า “อำนาจบาตรใหญ่” ที่ถ้าใครไม่รู้ที่มาที่ไปก็คงจะงงว่ามันคืออะไร
“อำนาจ” ในความหมายทั่วไปจะหมายถึง “ความสามารถในการที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อฟังหรือปฏิบัติตาม” แต่พอมาเติมคำเพื่อสร้างคำใหม่เป็นต้นว่า อำนาจหน้าที่ก็จะหมายถึงอำนาจตามตำแหน่งหรือฐานะของแต่ละคน และในทางวิชาการก็จะหมายถึงอำนาจที่มีกฎหมายรองรับหรือระบุไว้ อย่างเช่น รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมายและควบคุมรัฐบาล หรือรัฐบาลมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศ เป็นต้น
สำหรับคำว่า “อำนาจบาตรใหญ่” แต่แรกใช้ในความหมายที่ดี เพราะมีที่มาจากศรัทธาความเชื่อของผู้คนที่มีต่อพระสงฆ์ คือ ในต้นสมัยรัตนโกสินทร์เพื่อเป็นการฟื้นฟูพุทธศาสนาที่เสื่อมทรามลงอย่างมากในปลายสมัยอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงให้มีการสังคายนาจัดระเบียบสงฆ์ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะให้มีระเบียบวินัยที่เคร่งครัด ถึงขั้นที่ให้มีแผนกวินัยธรดูแลเรื่องการประพฤติผิดพระวินัยของพระตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่นอกจากจะจับสึกพระแล้วก็ยังสามารถเฆี่ยนหรือโบยพระที่สึกแล้วนั้นด้วยแส้ได้อีกด้วย
อีกทางหนึ่งก็คือการเชิดชูพระที่ประพฤติปฏิบัติดี มีการให้สมณศักดิ์หรือยศและตำแหน่งต่างๆ แก่พระ ทั้งทางปกครองคือจัดพระให้ดูแลกันและกันแบ่งเป็นภาคและส่วนพื้นที่ต่างๆ และทางการปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียนของสงฆ์ โดยที่พระที่มีฐานันดรต่างๆ ก็จะมีเครื่องยศ เริ่มจากพัดยศไปจนถึงอัฐบริขารต่างๆ มีขนาดหรือความวิจิตรพิสดารแตกต่างกัน แม้กระทั่งบาตรที่ไปรับข้าวจากชาวบ้านก็มีขนาดต่างๆ กัน โดยในเรื่องบาตรนี้ยังเป็นสิ่งที่นำมาจากความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อว่าพระสงฆ์ที่มีตำแหน่งสูงก็เพราะท่านมีบุญมาก ใครที่ได้ใส่บาตรพระผู้ใหญ่เหล่านี้ก็จะได้บุญมาก ดังนั้นจึงมีผู้สร้างบาตรถวายพระเหล่านี้ให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษด้วย
ยศตำแหน่งของพระว่าไปแล้วก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไร อย่างที่สำนวนโบราณบอกว่า “ยศช้าง ขุนนางพระ” คือทั้งช้าง (ช้างสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้นมียศมาตั้งแต่โบราณ เช่น ช้างทรงของพระนเรศวรที่ไปทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชก็ได้รับพระราชทานยศเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ หรือช้างเผือกคู่แผ่นดินในรัชกาลปัจจุบันก็มีหลายช้าง อย่างที่มียศสูงสุดก็คือพระยาเศวตอดุลยเดชพาหน) และพระ (ที่เป็นพระแท้พระจริง) คงจะไม่อินังขังขอบอะไรกับบรรดาศักดิ์ดังกล่าว แต่ก็นั่นแหละเมื่อมันเป็นสิ่งที่ใช้แสดง ซึ่งอำนาจหรือความเหนือกว่าคนอื่นๆ ในที่สุดก็สร้างปัญหาขึ้นมา อย่างพระที่ได้รับบาตรใหญ่เหล่านั้นก็มีจำนวนหนึ่งที่ “เสียพระ” ไป
สมัยนี้เราอาจจะไม่สังเกตเรื่องบาตรของพระ เวลาใส่บาตรเห็นพระเดินมาก็อุ้มบาตรขนาดเท่าๆ กันหมด แต่ถ้าใครไปที่ตามต่างจังหวัดอาจจะเห็นพระในบางพื้นที่มีบาตรในขนาดต่างๆ กันนี้อยู่ แต่บางวัดอย่างที่วัดป่าแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ที่ผู้เขียนเคยไปทำบุญมา ท่านก็มีบาตรใหญ่วางไว้ข้างๆ หลายขนาด แต่ท่านบอกว่าไม่เกี่ยวกับยศตำแหน่งใดๆ เพียงแต่วัดที่ท่านอยู่ฉันสำรวมเพียงวันละมื้อเดียว คือ ทุกเช้าชาวบ้านแถววัดรวมทั้งโยมที่มาทำบุญจากจังหวัดต่างๆ ก็จะเอาบรรดาอาหารต่างๆ มาจัดใส่ถาดวางไว้รอบหลวงพ่อ (คือพระเกจิรูปที่ว่านี้) ท่านก็จะรับประเคนมาทุกถาด แล้วหยิบอาหารจากถาดนั้นถาดนี้อย่างละเล็กละน้อย (เพื่อสนองเป็นเนื้อนาบุญให้แก่โยมทุกคนให้ทั่วถึง) ใส่รวมในบาตร ที่ต้องมีขนาดใหญ่ก็เพราะเหตุที่แบ่งอาหารมาใส่จากทุกถาด ซึ่งมีมาถวายหลายสิบถาดนั่นแหละ แต่เวลาที่ฉันก็ฉันพออิ่มไม่พร่องจากบาตรเท่าใดเลย
กลางเดือน ธ.ค. 2538 คราวที่พระราชทานเพลิงศพท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เขียนได้บวชหน้าไฟให้ท่านร่วมกับลูกศิษย์ของท่านอีกคนหนึ่งคือ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา และได้ครองบวชต่อมาจนข้ามปีใหม่เป็นเวลา 18 วัน ได้รับการอบรมจากพระพี่เลี้ยงที่คอยอบรมดูแลพระใหม่ว่าบาตรนี้สำคัญนัก ต้องดูแลรักษาให้ดี ทุกเช้าหลังเสร็จจากรับบิณฑบาตต้องมาชำระให้สะอาดและตากแดดให้แห้ง เวลาประคองบาตรต้องสงบเสงี่ยมก้มหน้าพอประมาณ (ประมาณ 24 ก้าวที่จะเดินไปข้างหน้า) ไม่หลุกหลิกมองไกลหรือมองซ้ายขวาไปมา ไม่จ้องหน้าโยมเมื่อเขามาใส่บาตร (เรื่องมองหน้าไม่ได้นี่น่าจะใช้กับคนไทยทั่วไปด้วย) ไม่พูดคุยเสียงดังหรือหัวเราะคิกคัก ถ้าจะพูดก็พูดพอประมาณ (แบบถามคำตอบคำพอให้ได้ยินและพอรักษามารยาท) หรือถ้าอารมณ์ดีก็ยิ้มได้เพียงเล็กน้อยอย่างที่เรียกว่าแย้มมุมปาก ฯลฯ
ครั้นพอถามท่าน (พระพี่เลี้ยง) ว่า ทำไมบาตรจึงมีความสำคัญนักจนต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ท่านก็ตอบแบบตรงไปตรงมา ว่า “อ้าว ถ้าบาตรหายก็อดฉันนะซี” เพราะตามหลักพระวินัยนั้นจะต้องฉันจากบาตรของตนเองเท่านั้น ผู้เขียนจึงบรรลุโสดาบัน (แปลว่าผู้รู้จนหมดข้อสงสัยด้วยเพียงแค่การฟังด้วยหู โสดามาจากคำว่าโสตที่แปลว่า การฟัง) ณ บัดนั้น นี่ถ้าซักท่านอีกมากๆ ท่านคงจะส่งผู้เขียนไปปรินิพพานเป็นแน่ (แปลว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกนั่นแล)
กลับมาที่สำนวนที่ว่า “อำนาจบาตรใหญ่” ที่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “อำนาจที่ใช้ในทางข่มขี่” ซึ่งมีความหมายไปในทางที่ไม่ดี ทั้งยังได้ยกตัวอย่างด้วยว่าเป็นอำนาจที่มีลักษณะเผด็จการหรือชั่วร้าย หลายคนรวมทั้งผู้เขียนก็ไม่ทราบที่มาที่ไปว่าทำไมจึงมีความกร่อนกลายมาเป็นลักษณะนี้ แต่ถ้าจะให้เดาก็คงจะต้องเทียบเคียงกับทฤษฎีรัฐศาสตร์ทฤษฎีหนึ่งที่ว่า “อำนาจนำไปสู่การฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งฉ้อฉลมาก” (Lord Acton, 18341902) ในทำนองที่ว่า “ขนาดของบาตรแสดงถึงการข่มขี่ ยิ่งบาตรใหญ่มากก็ยิ่งข่มขี่มาก”
ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะมีคนถามผู้เขียนว่า ทำไมรัฐบาลชุดนี้ (ความจริงเขาบอกว่าตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นพรรคไทยรักไทยนั่นเลย) จึงกล้าที่จะทำอะไรอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะการใช้เงินทองของประเทศอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก (ความจริงน่าจะเป็นอีลุ่ยผุยผงเพราะมันเละละเอียดเป็นธุลีแล้วไม่ใช่แค่รอยฉีกขาดธรรมดา) ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยมต่างๆ การรับจำนำข้าวเปลือก จนกระทั่งการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยคิดจะใช้เสียงข้างมากในสภาลากไป
นักการเมืองกลุ่มนี้เหมือนกับกำลังหากินกับศรัทธาของชาวบ้าน ที่ทึกทักเอาเองว่าการที่เขาเลือกพวกตนเข้ามาในสภามากๆ เป็นเพราะเขารักเขาเชื่อถือพวกตน ดังนั้น ถ้าจะทำอะไรที่ยังทำให้คนเลือกพวกตนเข้ามามากๆ อยู่เรื่อยๆ (ซึ่งนี่ก็ได้เสียงข้างมากมา 45 สมัยแล้ว) ก็ไม่ผิดอะไรที่พวกตนจะใช้อำนาจได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงกลัวใครๆ แม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย อย่างที่เพลงเย้ยฟ้าท้าดินร้องว่า “เย้ยทั้งฟ้า ท้าทั้งดิน สิ้นยำเกรง หรือใครเก่งเกินข้าฟ้าดินกลัว...” ศรัทธาของชาวบ้านนี้ก็เปรียบได้กับ “บาตรใหญ่” ที่ชาวบ้านมอบให้ และเมื่อนักการเมืองเหล่านี้เอาไปใช้ใส่ “อำนาจ” มันก็ยิ่งขยายพองไปสู่ความผยองที่โตใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งยังมีคนจำนวนน้อย (อย่างน้อยก็ในการเลือกตั้ง) จะมีความรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกกดขี่และข่มเหง
นักการเมืองกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่จะกดขี่ข่มเหงพวกเราอยู่ในปัจจุบัน (ที่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้สึกรู้สาเพราะเขาใช้ “ยาชา” คือ ประชานิยมทั้งหลายนั้นฉีดเข้าเส้นให้มึนเมาเสียก่อน แต่นโยบายการผลาญเงินสร้างหนี้ที่กำลังจะตามมาอีกหลายระลอกนั่นแหละจะเป็น “ยาพิษ” ที่จะฉีดเข้าเลือดในที่สุด) แต่จะส่งผลไปกดขี่ข่มเหงถึงลูกหลานของพวกเราทั้งหมดนี้ด้วย
การปกครองด้วยเสียงข้างมากก็คือ “บาทใหญ่” เอ๊ย “บาตรใหญ่” นี่แหละ







