
ยันต้องล็อกลงทุน2ล้านล.
สศช.แจงเหตุเพื่อความต่อเนื่องลงทุนหม่อมอุ๋ยติงหนี้สาธารณะสูงสุดแตะ 69.5%
สศช.แจงเหตุเพื่อความต่อเนื่องลงทุนหม่อมอุ๋ยติงหนี้สาธารณะสูงสุดแตะ 69.5%
สศช.ยืนยันต้องบรรจุโครงการลงทุนใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อความต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีกระทู้สดสอบถามเรื่องร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อลงทุนโครงการก่อสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท โดยแต่ ได้ส่งผู้แทน คือ นายทวี ไอศูรย์พิศาลศิริ รองผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง และนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ ผู้อำนวยการสำนักแผนงาน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้แทนกระทรวงคมนาคม มาชี้แจง ร่วมกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยืนยันว่า แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และเชื่อมโยงการคมนาคมกับอาเซียน
นายอาคม กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านมา วิธีการจัดหาแหล่งเงินทุนมีที่มา 2 แหล่ง คือ 1.งบประมาณประจำปี 2.เงินกู้ภายในประเทศ หรือต่างประเทศ แต่ทางปฏิบัติการพึ่งพางบประมาณประจำปีถือว่ามีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายทางสังคมมาก ทำให้เงินจัดสรรให้กับโครงการใหม่ได้น้อย แต่การพึ่งพาเงินกู้ก็มีข้อจำกัดเรื่องเพดานเงินกู้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เงินกู้จะสร้างความต่อเนื่อง เพราะถูกบรรจุเป็นกฎหมายต่างจากงบประมาณประจำปี เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็จะไม่มีความต่อเนื่อง ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าการออกเป็น พ.ร.บ.จะทำให้ยากต่อการตรวจสอบ ขอยืนยันว่าขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ต้องเสนอตามปกติ โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ตามขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ
ทางด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง คาดว่าจะสามารถร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในวันที่ 19มี.ค. 2556 โดยหาก ครม.เห็นชอบก็จะเร่งนำเสนอให้ที่สภาพิจารณาต่อไป ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า มีความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 44% ต่อจีดีพี แต่หากมองถึงการใช้จ่ายภาครัฐในหลายโครงการ อาทิ การลงทุน 2 ล้านล้านบาท รวมทั้งนโยบายประชานิยมต่างๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีแนวโน้มขาดทุนเพิ่มขึ้น ปีละ 1.41.7 แสนล้านบาท จะส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้นเป็น 65.96% ในปี







