posttoday
ข้อคิด วิกฤตไฟฟ้าจะขาด

ข้อคิด วิกฤตไฟฟ้าจะขาด

13 มีนาคม 2556

มีการเสนอเรื่องวิกฤตไฟฟ้า (อาจจะ) ขาดมามากแล้ว รวมทั้งในเฟซบุ๊ก “อานิก อัมระนันทน์” ซึ่งหากบริหารจัดการได้ดีก็ไม่น่าขาด บทความนี้จะเสนอเฉพาะข้อคิดที่เกี่ยวเนื่อง เริ่มด้วยประเด็นเฉพาะหน้า

มีการเสนอเรื่องวิกฤตไฟฟ้า (อาจจะ) ขาดมามากแล้ว รวมทั้งในเฟซบุ๊ก “อานิก อัมระนันทน์” ซึ่งหากบริหารจัดการได้ดีก็ไม่น่าขาด บทความนี้จะเสนอเฉพาะข้อคิดที่เกี่ยวเนื่อง เริ่มด้วยประเด็นเฉพาะหน้า

1.ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น เพราะต้องใช้น้ำมันเตาดีเซลซึ่งแพงกว่ามาปั่นไฟแทนก๊าซจากพม่าที่จะขาด ภาระที่เพิ่มขึ้นนี้อยู่ในค่า FT ที่คิดกับผู้บริโภคแล้ว เพราะพม่าซ่อมทุกปีคาดการณ์ได้ล่วงหน้า แต่ควรพิจารณาให้ ปตท.รับไป ในฐานะผู้ผูกขาดและผู้มี “กำไรจากการจัดหา” ก๊าซ หาก ปตท.ต้องแบกรับบ้าง ก็จะเกิดความตื่นตัวในการป้องกันหรือลดความรุนแรงของปัญหา เช่น ใช้ความเป็นหุ้นส่วนในพม่าเจรจา หรืออาจปรับทางเทคนิคให้ระบบยืดหยุ่นขึ้น ก๊าซในพม่า 2 แหล่งคุณภาพต่างกัน ถ้าแห่งหนึ่งเสียก็อาจไม่ต้องปิดทั้งระบบ ปัญหาในอนาคตก็จะลดลง

2.ควรสร้างแรงจูงใจในแผนรองรับ (Demand Side Management) เพื่อให้ภาคส่วนอย่างศูนย์การค้า สำนักงาน หรือครัวเรือนมีแรงจูงใจที่จะประหยัดไฟฟ้าอย่างจริงจังในวิกฤตอย่างวันที่ 5 เม.ย. เพราะจะได้สิ่งตอบแทนเป็นรูปธรรม ไม่คิดง่ายๆ ว่าคนอื่นคงทำกันเยอะแล้วเราไม่ต้องทำก็ได้ กลไกเดิมก็ควรปรับ เช่น เพิ่มการขายแบบลดค่าไฟสำหรับอุตสาหกรรมประเภทงดจ่ายได้ (Interruptible Rate) ปรับค่าไฟในช่วงสูงสุดให้สูงขึ้นอีกพร้อมกับลดค่าไฟในช่วงต่ำสุดให้ต่ำลงอีก เป็นต้น

3.เปิดเผยแผนดับไฟฉุกเฉินต่อสาธารณะ เช่น ภาคส่วนไหนอาจจะโดนตัดก่อนในกรณีไฟฟ้าขาดจริงๆ ซึ่งก็ควรมีการจ่ายชดเชยด้วย ส่วนไหนไว้ทีหลัง เพราะเหตุใด โรงพยาบาลหรืออุตสาหกรรมต่างจากครัวเรือนอย่างไร ให้โอกาสผู้รับผลกระทบเตรียมตัวล่วงหน้า แล้วยังจะทำให้เกิดความตื่นตัวอยากประหยัดไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงวิกฤต

ในระยะยาวจะทำให้ประชาชนรับฟังข้อมูลพลังงานที่รอบด้านและให้ความร่วมมือมากขึ้น เพราะเกิดความตระหนักว่าหากไม่มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าให้เพียงพอ เขาอาจจะเดือดร้อนทั้งทางตรงทางอ้อมเพราะการใช้เติบโตเร็วถึง 56% ต่อปี จะมีความเข้าใจถึงเรื่องกำลังผลิตสำรอง ข้อดีข้อเสียของพลังงานทางเลือกแต่ละอย่าง

เราจำเป็นต้องกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งแก้ปัญหาการใช้ก๊าซราคาถูกที่ผิดวัตถุประสงค์ซึ่งทำให้เกิดยอดขายมากเกินควร (ดูบทความ “LPG เกาให้ถูกที่คัน” โพสต์ทูเดย์ วันที่ 31 ธ.ค. 2555) ทำให้ต้องนำเข้า LPG และ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) มากเร็วกว่าที่ควร เมื่อ 40 ปีก่อนน้ำมันเคยเป็น 90% ของการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันเหลือ 35% แต่การพึ่งพาก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 45% โดยเฉพาะในการผลิตกระแสไฟฟ้าเราพึ่งพาก๊าซสูงมากเกือบ 70% ซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤตนี้ และในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะก๊าซอ่าวไทยจะไม่พอต้องนำเข้า LNG ที่ราคาสูงกว่าเป็นเท่าตัว

หนึ่งในวิธีกระจายแหล่งเชื้อเพลิง คือ เพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด นอกจากเป็นไฟฟ้าฐานที่มีกำลังผลิตสูงและแน่นอนแล้ว ยังจะช่วยลดค่าไฟได้ เพราะต้นทุนถูกกว่า LNG มาก แม้แต่มาเลเซียที่ 10 ปีก่อนพึ่งพาก๊าซกว่า 80% ปัจจุบันก็ใช้ถ่านหิน 40% ทำให้ระบบมีความมั่นคงมาก แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเรื่องยาก เพราะประชาชนยังขาดความเข้าใจและมีการต่อต้าน ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

การกระจายเชื้อเพลิงรวมถึงพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป เพราะความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ก๊าซชีวภาพที่เปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน เช่น ขยะ น้ำเสีย หรือมูลสัตว์ พลังงานชีวมวล เช่น จากแกลบ เศษไม้ เศษเหลือทิ้งของผลผลิตการเกษตร เช่น ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม ไปจนถึงพลังงานแสงอาทิตย์และลม

โดยเฉพาะแสงอาทิตย์ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีจนต้นทุนลดต่ำลงมากเทียบกับ 5-10 ปีก่อน ตอนนี้ต้นทุนของโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ต่ำพอๆ กับ LNG หากสนับสนุนการติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (เคยมีแต่ถูกยกเลิกไป) สมมติได้หลังละ 2 กิโลวัตต์ ติดกันสัก 1 ล้านครัวเรือน (จากทั้งหมด 15 ล้านครัวเรือน) ก็จะได้ไฟฟ้ารวมถึง 2,000 เมกะวัตต์ เทียบเท่าโรงไฟฟ้าใหญ่ 2 โรง

พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมมาก แต่รัฐบาลนี้กลับขัดขวาง !

1.ความล่าช้าของการประกาศอัตราการอุดหนุนในระบบใหม่ที่เรียก Feedin Tariff (ยกเว้นก๊าซชีวภาพจากหญ้าเลี้ยงช้างซึ่งคงมีเหตุบางอย่างที่ทำให้เป็นโครงการในใจของรัฐบาล) โครงการใหม่เริ่มไม่ได้เพราะระบบเก่าเลิกแล้ว เหลือแต่การขายใบอนุญาตเก่าในมูลค่าสูงขึ้นๆ มีพ่อค้ารายใหญ่เป็นหลานคนแดนไกล

2.การ “ตั้งด่าน” ในกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน ทำให้ใบอนุญาตบางอย่างช้ามากหรือไม่ออกเลย ทั้งๆ ที่โครงการมีความพร้อมและทำถูกต้องตามกฎระเบียบแล้ว มีการประเมินว่า ถ้าไม่มีด่านในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมาจะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1,000 เมกะวัตต์ วันที่ 5 เม.ย.จะไม่น่าหวาดเสียวอย่างนี้

หากรวมกับแผงบนหลังคาก็อาจจะเป็น 2,000-3,000 เมกะวัตต์ มากกว่าครึ่งของกำลังผลิตที่ลดลง 4,000 เมกะวัตต์ วิกฤตนี้เลี่ยงได้หากประเทศไทยไม่ถูกครอบงำด้วย “ธุรกิจการเมือง” ที่บริหารอย่างไม่โปร่งใส และไม่ได้มุ่งทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69