
วาณิชธนกิจอาเซียนผงาดรายได้โตไว-แบงก์ใหญ่จ้องบุก
ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศชั้นนำของโลกอาทิ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมไปถึงจีน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศชั้นนำของโลกอาทิ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น รวมไปถึงจีน ยังไม่สามารถสลัดจากอาการป่วยที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่ ก็ไม่แปลกอะไรนักที่พื้นที่เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ในมุมอื่นๆ ของโลกจะผงาดโดดเด่นขึ้นมาและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนแทน โดยเฉพาะในรายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ความร้อนแรงของอาเซียนที่มากขึ้นได้รับการตอกย้ำจากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา
แมคคินซีย์แอนด์โค ที่ออกมาเผยว่าในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจวาณิชธนกิจในอาเซียนร้อนแรงขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นที่จับตามองของเหล่าบรรดาธนาคารชั้นนำทั่วโลก และคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะเติบโตต่อไปได้อีกเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายได้จากตลาดการลงทุนด้านวาณิชธนกิจของอาเซียนจะยังเป็นรองญี่ปุ่นกับจีนอยู่หลายช่วงตัว แต่ตลาดในอาเซียนก็ถือว่ามีแนวโน้มการขยายตัวที่นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว โดยในปี 2011 มีค่าเฉลี่ยตอบแทนอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 แสนล้านบาท) และในปี 2012 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปริมาณน่าจะออกมาคล้ายคลึงกันกับปี 2011
ขณะที่เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ของวาณิชธนกิจของอาเซียนต่อทวีปเอเชียทั้งหมดในปี 2013 คาดว่าจะโตขึ้นอยู่ที่ 17% ขณะที่ปี 2012 อยู่ที่ 15%
“การซื้อขายในตลาดหุ้น พันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยนของ 10 ประเทศอาเซียน มีขนาดใหญ่กว่าจีนแล้ว” รายงานแมคคินซีย์แอนด์โค ระบุ พร้อมกับเสริมว่า ตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงออสเตรเลีย รายได้ 80% ของกลุ่มวาณิชธนกิจในเอเชียล้วนมาจากการทำเทรดดิงให้ลูกค้า ขณะที่อีก 20% มาจากการให้บริการคำปรึกษาทั้งในการควบรวมกิจการ การเปิดไอพีโอหุ้น และพันธบัตร
เหตุผลแรกที่ทำให้อาเซียนเปรียบเสมือนดั่งขุมทองแห่งการลงทุนในด้านวาณิชธนกิจในเอเชียของเหล่าบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ก็คือ พื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และมีการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ขณะที่บริษัทต่างๆ ก็มีการเติบโตและขยายกิจการอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
“เหล่าบรรดาเศรษฐีและผู้ประกอบการในอาเซียนไม่เพียงแต่จะมุ่งขยายธุรกิจของตนเองไปยังต่างแดนเท่านั้น แต่ยังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเหล่าบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ในการทำดีลธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย” อีริก วาเวล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารเครดิตสวิสกรุ๊ปเอจี กล่าว
ดังเห็นได้จากกรณีการซื้อหุ้นบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ของเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตเครื่องดื่มตราช้างของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ในปีที่แล้ว ซึ่งบริษัทของเจ้าสัวจากเมืองไทยได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก 2 แบงก์ใหญ่ของสิงคโปร์ เช่น ธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์แบงก์ และดีบีเอสแบงก์ ขณะที่บริษัท ยูเนียน เอ็นเตอร์ไพรเซส (โอยูอี) ของ สตีเฟน ไรดี นักธุรกิจชาวอินโดนีเซียคู่แข่งที่ยื่นเสนอราคาสู้จากอินโดนีเซีย ได้รับเงินทุนจากแบงก์ออฟอเมริกาเมอร์ริลลินช์ และธนาคารเครดิตสวิสกรุ๊ปเอจีถึง 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.18 แสนล้านบาท)
สาเหตุประการต่อมาก็คือ การที่เหล่าบรรดานักลงทุนและธนาคารหันเหความสนใจออกจากจีนมากขึ้น เพราะปัจจุบันแดนมังกรในสายตาของธนาคารต่างชาติถือเป็นสถานที่ที่ยากแก่การเข้าไปทำการลงทุนและเจาะตลาด เนื่องจากมีกฎหมาย กติกา ที่ค่อนข้างเข้มงวดมาก และไม่เอื้อแก่การลงทุน
ข้อมูลของแมคคินซีย์แอนด์โค ระบุว่า หากธนาคารต่างชาติต้องการเข้าไปลงทุนในจีนก็จะต้องเป็นบริษัทร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นก่อน ขณะที่สิงคโปร์มีกฎระเบียบที่เชื้อเชิญและเอื้อต่อการลงทุนมากกว่า ซึ่งปัจจุบันธนาคารต่างชาติครองส่วนแบ่งในตลาดของแดนลอดช่องมากกว่า 50% ส่วนค่านายหน้าจากการขายพันธบัตร หรือหุ้นในอาเซียนก็มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วยกัน (รวมถึงจีนด้วย) ราว 20-40%
ฉะนั้น การเติบโตของตลาดวาณิชธนกิจของอาเซียนจึงถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงก้าวย่างของอาเซียนที่เริ่มมีบทบาทความสำคัญทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในเอเชียที่มากขึ้นทุกขณะ







