
"นโยบายสาธารณะ" ต้องทันเกมโลกาภิวัฒน์
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีอัตราความรวดเร็วกว่า 300 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งต้นเหตุสำคัญของความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คือ “กระแสโลกาภิวัตน์” ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษมาเป็นระยะๆ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีอัตราความรวดเร็วกว่า 300 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งต้นเหตุสำคัญของความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คือ “กระแสโลกาภิวัตน์” ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษมาเป็นระยะๆ
โลกาภิวัตน์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกา อียู และญี่ปุ่น เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกต่อเนื่องมายาวนาน อีกทั้งประเทศเหล่านี้ยังเป็นผู้กำหนดกติกา วางระเบียบเศรษฐกิจโลกผ่านองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินอย่าง ธนาคารโลก และ IMF หรือวางระเบียบการค้าและการลงทุน ผ่านองค์การการค้าโลก (WTO) ที่เน้นการเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 1 ศตวรรษ คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
จนกระทั่ง เมื่อปี 2550 ก็เริ่มเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน คือ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของอเมริกาและยุโรป ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลกและมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สูงสุด จึงปล่อยให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นได้
เรื่องนี้ ผมเห็นว่า Joseph Stiglitz นักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ให้คำตอบที่ดีว่า เป็นเพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากนโยบายสาธารณะ ที่ขาดการใส่ใจต่อพลังขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์
ทำให้ผมสรุปได้ว่า อเมริกาและในยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่น มองไปข้างหน้าไม่ไกลพอ และขาดความเข้าใจโลกาภิวัตน์เท่าที่ควร แต่ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศเศรษฐกิจใหม่กลับมีความเข้าใจในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและมีนโยบายสาธารณะที่ตอบสนองต่อโลกาภิวัตน์ได้ดีกว่า จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวเพิ่มขึ้น
วันนี้ โลกที่เคยขีดเส้นแบ่งระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา (Developed and Developing) หรือกลุ่มประเทศตอนเหนือของโลกที่ร่ำรวยแล้วกับตอนใต้ที่ยากจน (North and South) เส้นแบ่งนั้นเริ่มไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงแล้ว เพราะการเจริญเติบทางเศรษฐกิจจากฟากตะวันตกได้เคลื่อนย้ายมาทางตะวันออก มาถึงในวันนี้ก็ได้กระจายออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาทั่วทุกมุมโลก
ฉะนั้นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศที่พัฒนาอีกต่อไปแล้ว แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดีย กลับเข้ามาร่วมเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นด้วย
จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ชาวโลกเริ่มรู้สึกและหันมาให้ความสำคัญกับกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น เพราะรับรู้ถึงฤทธิ์เดชอันทรงพลังของโลกาภิวัตน์ที่สามารถทำให้มุมหนึ่งของโลกที่เคยรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ที่เป็น “ขาขึ้น” ตลอดมากลับมาเป็น “ขาลง” ขณะที่ในอีกมุมหนึ่งของโลกก็สวนทางขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขาขึ้นแทน
ปัจจุบันนี้จึงไม่อาจคาดคะเนได้ล่วงหน้าเลยว่า จะเกิดเหตุการณ์ ณ ที่ใดของโลกและมีการเตรียมมาตรการป้องกันล่วงหน้าได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกทุกวันนี้ที่เชื่อมต่อกัน (Interconnected) ไม่มีพรมแดนที่จะเป็นกันชน (Buffer) อีกต่อไป
เห็นได้ชัดเจน คือกรณีที่เกิดขึ้นกับ Wall Street ณ กรุงนิวยอร์ก ในปี 2551 ปัญหาได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนไปกระทบเศรษฐกิจภายในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงและกระจายไปทั่วโลกทันที
กรณีอย่างนี้ แม้ Wall Street จากเป็นศูนย์รวมที่ประกอบด้วยนักธุรกิจและนักลงทุนชั้นนำระดับโลกก็ตาม แต่กลับไม่มีใครรับรู้มาก่อนถึงภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เกินกว่าที่รัฐและผู้นำทางธุรกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเข้าใจได้
ทั่วโลกจึงต้องมีความพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้ทุกเวลา ซึ่ง Jeffrey D. Sachs นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่เขียนหนังสือชื่อ “The End of Poverty and Common Wealth” เสนอในบทความ “Globalization’s Government” ว่า นโยบายรัฐที่ชาญฉลาด (Smart Government Policies) จะเป็นตัวช่วยให้ฝ่าฟันกระแสโลกาภิวัตน์ไปได้ ข้อเสนอสำคัญซึ่งตรงกับ Stiglitz คือ นโยบายส่งเสริมคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะมองว่า การศึกษาจะทำให้เยาวชนในชาติแข่งขันกับโลกได้ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย
สำหรับประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมาก็มีวิกฤตการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ปัญหาการเมืองที่เกิดจากการรัฐประหาร โรคระบาด การก่อการร้าย หรือภัยธรรมชาติต่างๆ แต่ไทยก็สามารถผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ด้วยดี ในส่วนของรัฐบาลปัจจุบันของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็มีนโยบายสาธารณะที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว และล่าสุดได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาไว้ 4 ด้าน ที่อาจมีส่วนรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ได้ คือ
1.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศที่จะต้องเพิ่มรายได้รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเสริมสร้างศักยภาพการน่าลงทุน
2.การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
3.การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อม
4.การปรับปรุงประสิทธิภาพแผนบริหารจัดการภาครัฐ
หากรัฐบาลจริงจังและทำได้สำเร็จตามทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ก็น่าจะเกิดผลดีต่อประเทศ ขณะนี้ยังไม่ปรากฏรายละเอียดของแต่ละหัวข้อ แต่เมื่อได้ฟังจากการแถลงจากรัฐบาลก็ดูเหมือนจะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักก่อน อย่างเช่น รถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้า และการลงทุนด้านพลังงานทดแทน
ผมจึงอยากจะฝากรัฐบาลเพิ่มเติมในเรื่องการให้ความสำคัญกับ “ระบบการศึกษาไทย” เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ เพราะหัวใจหลักของการพัฒนาประเทศอยู่ที่การพัฒนาคน ซึ่งคนจะมีคุณภาพได้ก็โดยการศึกษาที่ทันสมัยอย่างทั่วถึง และเพื่อให้คนไทยมีความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกอยู่ตลอดเวลา
โลกาภิวัตน์สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวโลกมากมาย ที่เด่นชัดในยุคนี้ก็คือ คนยากจนได้หายไปจากโลกหลายร้อยล้านคน ประชาคมโลกมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น จนกล่าวกันว่า กระแสโลกาภิวัตน์ได้สร้างอารยธรรมโลกใหม่ขึ้นมา (New Global Civilization)
ขณะเดียวกันโลกาภิวัตน์มีส่วนในการสร้างความเสียหายหลายเรื่อง เช่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างภาวะโลกร้อน การใช้พลังงานอย่างไร้ขอบเขต โภคภัณฑ์และอาหารมีราคาสูงขึ้น มีการคอร์รัปชันทุกรูปแบบเพิ่มขึ้น
ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ (Economic Inequality) ซึ่งเป็นประเด็นร้อนของหลายประเทศที่พัฒนาแล้วรวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังหาทางออกอยู่
การวางนโยบายสาธารณะที่ชาญฉลาดและไม่ประมาทเท่านั้น จึงจะเป็นกุญแจดอกสำคัญของการอยู่รอดของประเทศ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่มีพลังเพิ่มขึ้นทุกวันครับ







