
รำลึกถึงโกมลคีนทอง(2)
โดยที่ปาฐกถาโกมลคีมทองแต่ละปีสามารถเชิญปาฐกมาแสดงปาฐกถาได้เพียงปีละ 12 คนเท่านั้น ในขณะที่มีบุคคลจำนวนมากที่มุ่งมั่นทำงานตามอุดมคติเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะคนยากไร้หรือคนที่เสียเปรียบในสังคม
โดยที่ปาฐกถาโกมลคีมทองแต่ละปีสามารถเชิญปาฐกมาแสดงปาฐกถาได้เพียงปีละ 12 คนเท่านั้น ในขณะที่มีบุคคลจำนวนมากที่มุ่งมั่นทำงานตามอุดมคติเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะคนยากไร้หรือคนที่เสียเปรียบในสังคม
หลายปีมานี้ งานปาฐกถาโกมลคีมทอง จึงมีการประกาศเกียรติคุณ “บุคคลเกียรติยศ” อีกจำนวนหนึ่ง โดยประกาศทั้งกรณีเป็นบุคคลและองค์กร สำหรับปีนี้มีการประกาศเกียรติคุณบุคคลเกียรติยศรวม 5 ราย ได้แก่ ประยงค์ ดอกลำไย ณิชชยา น้อยแก้ว พุทธิพร ลิมปนดุษฎี กลุ่มราษฎรรักษ์ป่าตำบลสะเอียบ และสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง)
ประยงค์ ดอกลำไย เป็นผู้ต่อสู้เรื่องปัญหาที่ดินเพื่อผู้ยากไร้มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ผู้ยากไร้มีที่ดินทำกิน เพราะปัญหาที่ดินเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ดร.ปรีดี พนมยงค์ พยายามจะ “ปฏิรูปที่ดิน” เพื่อกระจายการถือครองตาม “เค้าโครงเศรษฐกิจ” ซึ่งนอกจากไม่สำเร็จแล้ว ดร.ปรีดี ยังถูกข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และต้องถูกเสมือน “เนรเทศ” ออกนอกประเทศ
ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มีบทบัญญัติให้จำกัดการถือครองที่ดินคนละไม่เกิน 50 ไร่ แต่กฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปไม่นานหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารโค่นล้มจอมพล ป. โดยการออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการจำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อให้ที่ดินเข้าสู่ “ตลาดทุน” อย่างเต็มที่ ราษฎรจำนวนมากจึงสูญเสียที่ดินไปเรื่อยๆ รวมทั้งมีการประกาศเขตป่าไม้ เขตวนอุทยาน และอื่นๆ “ทับที่” ที่ราษฎรเคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย จึงมีราษฎรนับล้านที่กลายเป็น “ผู้บุกรุก” ที่ดินทั้งของรัฐและเอกชน และราษฎรก็มักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แทบทุกกรณี
ประยงค์ ดอกลำไย มองเห็นทุกข์ของราษฎรผู้ยากไร้อันเกิดจากโครงสร้างและระบบที่ไม่เป็นธรรม จึงต่อสู้มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ในทำเนียบรัฐบาล หน้าทำเนียบ และที่อื่นๆ ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อ “ป่าชุมชน” มาจนถึง “โฉนดชุมชน” แน่นอนว่า ประยงค์ ยังต้องต่อสู้ต่อไปอีกยาวนาน
ณิชชยา น้อยแก้ว หรือครูสาย เป็นชาวอุตรดิตถ์โดยกำเนิด ได้เดินทางโดยแบกเป้พร้อมถุงนอน 1 ใบ ขึ้นไปรายงานตัวเป็นครูอาสาของสำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ณ หมู่บ้านบนดอยซึ่งอยู่ห่างตัวอำเภอออกไป 40 กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเป็นระยะทางอีก 3 กิโลเมตร เมื่อถึงหมู่บ้านครั้งแรก โรงเรียนก็ยังไม่มี ต้องไปสอนหนังสือตามบ้านก่อน ต่อมาครูสายจึงประชุมชักชวนชาวบ้าน ช่วยกันสร้างโรงเรียนหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา ล้อมด้วยไม้ฟากห่างๆ โต๊ะเรียนทำจากไม้ฟากกระดานดำไม้อัด
นอกจากสอนหนังสือเด็กแล้ว ครูสายยังทำหน้าที่เป็นพยาบาลดูแลเด็กและชาวบ้านที่เจ็บป่วย รวมทั้งทำอาหารกลางวันเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักและหัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา แม้เมื่อตั้งครรภ์ก็ยังตั้งใจสอนเด็กอยู่จนครรภ์ได้ 6 เดือน ทาง กศน.เรียกตัวไปช่วยงานในสำนักงาน ก็ขอทำงานต่ออีก 1 เดือน ด้วยความห่วงใยเด็ก แม้เมื่อลงไปช่วยงานสำนักงานตอนใกล้คลอดก็ยังทำสื่อการเรียนการสอนฝากไปให้ลูกศิษย์อย่างสม่ำเสมอ
พุทธิพร ลิมปนดุษฎี เป็นพยาบาลประจำอยู่ที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ ตั้งแต่ยุคแรกที่สังคมยังรังเกียจคนไข้เหล่านี้อย่างรุนแรง พุทธิพร เป็นพยาบาลรุ่นแรกๆ ที่อุทิศตัวดูแลคนไข้เหล่านี้ในอาคารที่ปรับปรุงจากตึกร้างสภาพเสื่อมโทรม ไม่มีลิฟต์ นอกจากงานพยาบาลแล้วยังต้องทำงานแทบทุกอย่างด้วยตนเอง ตั้งแต่งานซักผ้าให้ผู้ป่วยและงานซ่อมบำรุง เพราะผู้คนพากันรังเกียจและกลัวที่จะเข้าไปในตึกคนไข้เอดส์ ทีมงานต้องสวมชุดสีม่วงแทนชุดพยาบาลสีขาว เพื่อแยกแยะให้เห็นชัดเจนว่าเป็นทีมรักษาพยาบาลผู้ป่วยเอดส์ มีผู้ป่วยหลายคนที่ถูกทอดทิ้งและมีผู้หวังดีนำไปส่งที่โรงพยาบาล หรือทิ้งไว้ข้างโรงพยาบาลในสภาพเหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ มีกลิ่นเหม็นเน่า ร่างกายมีฝีหนองทั้งตัว พุทธิพร ดูแลคนเหล่านี้โดยไม่รังเกียจด้วยหัวใจของพยาบาลที่แท้จริงตลอดมา
กลุ่มราษฎรรักษ์ป่าตำบลสะเอียบ ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ช่วงต้น พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐเริ่มผลักดันโครงการแก่งเสือเต้น และมีมติให้ยกเลิกสัมปทานการทำไม้ทั่วประเทศ จากเดิมที่เป็นลูกจ้างบริษัททำไม้ เมื่อรัฐมีมติให้ยกเลิกสัมปทานทำไม้ ชาวบ้านเริ่มมองเห็นความสำคัญของป่าจึงพร้อมใจกันยุติการตัดไม้อย่างสิ้นเชิง หันมาร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม นิสิตนักศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพภาคที่ 3 ฟื้นฟูป่าแม่ยมฝั่งซ้ายจนกลับอุดมสมบูรณ์ ต้องต่อสู้กับทั้งพวกตัดไม้ทำลายป่าและบรรดา “นักสร้างเขื่อน” อย่างแข็งขันมาโดยตลอดจนทุกวันนี้ ซึ่งกระแสสร้างเขื่อนแม่ยมกำลังกลับมาแรงอีกครั้ง
กลุ่มลูกเหรียง เริ่มจากการรวมกลุ่มทำงานเรื่องเอดส์ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง กับครอบครัวที่สูญเสียพ่อแม่พี่น้องจากโรคเอดส์ ต่อมาขยายไปยังครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทำงานต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 10 แล้ว และก่อตั้งเป็น “สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้” เป็นความหวังของคนตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่ที่ต้องการเห็นสันติภาพและสันติสุขกลับคืนมาบนผืนดินด้ามขวานของไทย ด้วยความหวังเพียงว่า “เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา จะยังคงเห็นคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่” ในกระแสอันเชี่ยวกรากของทุนนิยมและบริโภคนิยมที่คนส่วนใหญ่มุ่งไปในแนวทาง “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” และมุ่งสะสมความมั่งคั่งอันไม่มีสิ้นสุด ยังมีบุคคลและคนกลุ่มเล็กๆ ที่ยืนหยัดทวนกระแสด้วยความหวัง และเชื่อมั่นว่า นี่คือหนทางแห่งความสุขที่แท้ของตนเองและสังคม...







