
ตีเช็คเปล่ากู้น้ำ 3.4 แสนล้าน ปล่อยผีใช้เงินภาษีประเทศ
การเดินหน้ากู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเดินหน้ากู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท มาถึงโค้งสุดท้ายใกล้เส้นตายขึ้นทุกวัน
เนื่องเพราะในกฎหมายกู้เงินกำหนดชัดเจนว่า จะต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 มิ.ย. 2556 นี้เท่านั้น
ซึ่งนั่นหมายความว่าเหลืออีก4 เดือนเท่านั้น ที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินดังกล่าวให้ครบตามที่ขอไว้
ทว่านับตั้งแต่ พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 มาถึงวันนี้มีการกู้เงินไปเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้นทำให้มีเงินก้อนโตถึง 3.4 แสนล้านบาท ต้องระดมกู้กันมือระวิงในช่วงท้ายที่เหลือไม่กี่เดือนนี้
ผลงานการกู้เงินที่มาเป็นประจักษ์พยานว่า การใช้เงินกู้ไม่ได้มีความเร่งด่วนอย่างที่รัฐบาลให้เหตุผลไว้ในครั้งที่ออกกฎหมาย
เพราะผ่านมาปีกว่ารัฐบาลกู้เงินไปแค่ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนเท่านั้นสามารถใช้เงินจากงบประมาณปกติ ไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินก้อนโตอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้
นอกจากไม่เป็นเรื่องเร่งด่วนแล้วยังฟ้องว่ารัฐบาลไม่มีความพร้อมอีกต่างหาก จะเห็นว่ามีการตั้งเงินไว้สูงถึง 3.5 แสนล้านบาท แต่ยังไม่มีโครงการที่จะดำเนินมาใช้เงินกู้เป็นรูปธรรมให้เห็น
แม้แต่เงินกู้ก้อนแรกจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ก็ยังมีการเบิกจ่ายจริงแค่ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าจุดไม่ติดเดินหน้าไม่ได้ ไม่สมน้ำสมเนื้อกับการใช้เงินจาก พ.ร.ก.ที่ต้องเร่งด่วนและพร้อมมากกว่านี้
การเดินหน้าใช้เงินที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและไม่มีความพร้อม ทำให้ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลตั้งงบประมาณขึ้นมาลอยไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร และจะทำได้หรือไม่
ความไม่พร้อมของโครงการรัฐบาล ทำให้รัฐบาลต้องบริหารเงินกู้แบบขอมดำดิน คือ ต้องการกู้เงินมากองรอโครงการที่ยังไม่รู้หัวรู้หางว่าจะทำอะไรและทำได้เมื่อไร
ข้อมูลเชิงประจักษ์คือการที่ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เตรียมเดินหน้าเซ็นสัญญาเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ในเดือน มี.ค. 2556 เป็นต้นไป โดยจะเป็นการทยอยเซ็นกู้ครั้งละ 57 หมื่นล้านบาท ไปทุกเดือนจนครบ 3.4 แสนล้านบาท โดยสัญญาเงินกู้ดังกล่าวจะคิดดอกเบี้ยเมื่อมีการเบิกจ่ายเงินกู้จริงและมีการเบิกจ่ายในแต่ละสัญญาเป็นเวลา 4-5 ปี
การทำสัญญาเงินกู้ทั้งที่ยังไม่มีโครงการว่าจะทำอะไรดังกล่าว ทำให้กระทรวงการคลังถูกมองว่ากำลังเขียนเช็คเปล่าให้นักการเมืองไปลงทุนในโครงการที่ยังไม่มีเค้าโครงรายละเอียดการใช้เงิน
แม้จะอ้างว่าทางฟากรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็ต้องบอกว่าการดำเนินดังกล่าวเพิ่งเริ่มตั้งไข่เท่านั้น แม้ว่ารัฐบาลจะเห็นชอบโครงการที่จะมาใช้เงิน แต่ก็ยังต้องผ่านการพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนหรือไม่
ที่สำคัญโครงการบริหารแหล่งน้ำที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ยังมีด่านหินอยู่ที่การพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินเวลาได้ยากว่าจะใช้เวลานานมากน้อยขนาดไหนถึงจะได้รับไฟเขียว
นอกจากนี้ โครงการน้ำหลายโครงการยังต้องเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีปัญหาต่อต้านโครงการอีกหลายยก หากชาวบ้านได้ราคาเวนคืนที่ดินน้อยกว่าที่คาดหวังไว้
ดังนั้น จึงเหมารวมกันได้ว่าเส้นทางการเดินของโครงการต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกไม่น้อยกว่า 1-2 ปี ถึงจะได้ลงทุนจริงนั่นหมายความว่าเงินกู้ก็ต้องนอนรอจนเย็นไม่จำเป็นเร่งด่วนใช้ตามความหมายของการออก พ.ร.ก.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องขบคิดและช่วยกันถกเถียงเพื่อลดปัญหาพฤติกรรมการเอาสีข้างเข้าถูของฝ่ายการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ การทำสัญญากู้โดยการขอเปิดวงเงินไว้กับสถาบันการเงิน แต่ยังไม่มีการคิดดอกเบี้ยจนกว่าจะมีการเบิกจ่ายเงินจากหน่วยงานนั้น ในทางพฤติกรรมแล้วเป็นการกู้เงินหรือไม่
นี่เป็นจุดสำคัญที่อาจนำมาซึ่งปัญหาในการกระทำของรัฐบาลในอนาคตได้
เพราะพฤติกรรมแบบนี้ในทางธุรกิจนั้นไม่ถือว่าเป็นการกู้เงินและไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ แต่เป็นสัญญาข้อตกลงในการกู้เงินระหว่างกันเท่านั้น การกู้เงินจะเกิดขึ้นจริงเมื่อมีการเบิกเงินและมีการคิดดอกเบี้ย และนั่นจะมีการบันทึกเป็นหนี้สาธารณะ
แต่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องหลบเลี่ยงในข้อกฎหมายที่ขีดเส้นตายไว้ในสิ้นเดือน มิ.ย. 2556 จึงใช้วิธีการเปิดวงเงินกู้ไว้แล้วเหมารวมว่านี่คือการกู้เงินอย่างเร่งด่วน
ยิ่งการเซ็นสัญญามีกำหนดเวลาให้เบิกจ่ายภายใน 4-5 ปี แล้วยิ่งเป็นการบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรืออีกนัยหนึ่งคือยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ
การใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. ที่ตอนแรกรัฐบาลบอกว่ามีความจำเป็นต้องใช้ทันที แต่พอใช้จริงต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปีนั้น จึงเกิดคำถามว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินจาก พ.ร.ก.ต่อไปหรือไม่
เพราะเงินที่ใช้ลงทุนปีละ 56 หมื่นล้านบาท รัฐบาลสามารถใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติแต่ละปีได้อย่างไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ การใช้ในงบประมาณปกติยังทำให้เกิดความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีของประเทศ เพราะโครงการที่จะต้องใช้เงินนั้นจะต้องมีความพร้อมอย่างแท้จริง และจะได้การตรวจสอบจากสภาถึงความเหมาะสมที่มาที่ไป เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
ไม่ใช่เป็นโครงการที่ฝ่ายการเมืองชงขึ้นมาให้เอกชนที่เป็นพวกพ้องใกล้ชิดได้ทำโครงการและแบ่งผลประโยชน์รวมกัน ทำให้เกิดการใช้เงินภาษีไม่คุ้มค่าและรั่วไหลเข้ากระเป๋าของนายทุนและนักการเมืองในที่สุด
ในเมื่อวันนี้โครงการไม่ได้เร่งด่วน ไม่ได้มีความพร้อม เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจที่จะต้องเลิกกู้เงินจาก พ.ร.ก. และมาใช้เงินจากงบประมาณปกติให้มีความโปร่งใสและมีวินัยการเงินการคลัง
แต่เมื่อรัฐบาลยังเลือกเดินหน้าทำโครงการที่ไม่พร้อมให้เป็นโครงการเร่งด่วน ทำให้เกิดช่องโหว่การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เกิดความโปร่งใสและเล่นพวกพ้อง เพราะถึงวันนี้การประมูลเพิ่งเริ่มต้น ก็มีการล็อกสเปกบริษัทที่จะได้เค้กก้อนใหญ่นี้เป็นบริษัทที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองจะได้โครงการทั้งหมดไปดำเนินการ
เมื่อสัญญาณการประมูลโครงการออกมาเช่นนั้น ทำให้ฝ่ายการเมืองไม่พ้นข้อครหามีส่วนได้เสียจากการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทที่ไม่มีความเร่งด่วนแล้ว แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลว่ายังเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการ หลีกเลี่ยงไม่ได้
การใช้เงินจาก พ.ร.ก. นอกจากไม่ตรงวัตถุประสงค์ ยังเสี่ยงอย่างมากที่จะรั่วไหลเสียหายมากกว่าได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
เมื่อเห็นความเสี่ยงว่าการใช้เงินไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องรับผิดชอบให้ความเห็น เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ
อย่างน้อยกระทรวงการคลังที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ ควรจะต้องมีหลักการในการกู้เงินไปให้นักการเมืองใช้จ่าย อย่างกรณีของการกู้เงินจาก พ.ร.ก. ที่เห็นไส้เห็นพุงกันหมดแล้วว่าไม่พร้อม ไม่เร่งด่วน การเดินหน้ากู้ควรได้รับการทบทวน โดยเสนอให้เจ้ากระทรวงได้รับทราบและดำเนินการตัดสินใจ
เพราะการเดินหน้ากู้เงินทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปลงทุนโครงการอะไร มีความพร้อมดำเนินการคุ้มค่าหรือไม่ มาประกอบการกู้เงินแล้ว ส่งผลให้การกู้เงินของกระทรวงการคลังครั้งนี้ก้อนโตถึง 3.4 แสนล้านบาท ก็ไม่ต่างอะไรกับการเซ็นเช็คเปล่าให้ผีการเมือง นายทุนผลาญเงินภาษีของประเทศนั่นเอง







