
รำลึกถึงโกมล คีมทอง
วันศุกร์ที่ 22 ก.พ.ปีนี้ เป็นปีที่ 42 ที่ โกมล คีมทอง เสียชีวิตไป และมูลนิธิโกมลคีมทอง ได้จัดปาฐกถาโกมลคีมทองเหมือนที่เคยจัดติดต่อกันมาเกือบทุกปี เพื่อรำลึกถึงสามัญชนคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งยึดมั่นในอุดมคติและต้องเสียสละชีวิตไป ทั้งนี้โดยหวังว่าอุดมคติเช่นนี้จะไม่ตายไปพร้อมตัวคนคนหนึ่ง แต่จะสามารถสืบทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคต เพราะสังคมมนุษย์จะดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าต่อไป โดยอาศัยเฉพาะการ “กิน นอน สืบพันธุ์” เท่านั้นไม่ได้
วันศุกร์ที่ 22 ก.พ.ปีนี้ เป็นปีที่ 42 ที่ โกมล คีมทอง เสียชีวิตไป และมูลนิธิโกมลคีมทอง ได้จัดปาฐกถาโกมลคีมทองเหมือนที่เคยจัดติดต่อกันมาเกือบทุกปี เพื่อรำลึกถึงสามัญชนคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งยึดมั่นในอุดมคติและต้องเสียสละชีวิตไป ทั้งนี้โดยหวังว่าอุดมคติเช่นนี้จะไม่ตายไปพร้อมตัวคนคนหนึ่ง แต่จะสามารถสืบทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคต เพราะสังคมมนุษย์จะดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าต่อไป โดยอาศัยเฉพาะการ “กิน นอน สืบพันธุ์” เท่านั้นไม่ได้
โกมล คีมทอง เป็นนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสังคม “ยุคแสวงหา” จากเดิมที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และทำให้นิสิตนักศึกษาเปลี่ยนสภาพเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ศึกษาและทำกิจกรรมเฉพาะด้านกีฬาและบันเทิงเป็นหลัก อยู่แต่ในรั้วมหาวิทยาลัยของตน ทำให้เยาวชนคนหนุ่มสาวตกอยู่ในยุค “สายลมแสงแดด” ตลอดช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ยังอยู่ในอำนาจ และต่อท่ออำนาจออกไปอีกสองสามปีหลังจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จนปัญญาชนกลุ่มหนึ่งได้เริ่มทลายรั้วมหาวิทยาลัยจัดสัมมนาที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เรื่อง “ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ” เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัยมาเสวนากันและมีโอกาสพบกับ “บุคคลในอุดมคติ” อย่างศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่สำคัญคือได้พบกับ “ปัญญาชนสยาม” ที่ “ร้อนแรง” และ “ทรงพลัง” อย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บรรยากาศมหาวิทยาลัยจึงเริ่มย่างเข้าสู่ยุคแสวงหา เกิดวารสารอย่าง “เจ็ดสถาบัน” “จุฬาสาร” เป็นต้น และเกิดบทกวีวรรคทองของ วิทยากร เชียงกูล ที่ว่า
“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว”
โกมล คีมทอง เข้าศึกษาในคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี 2509 โดยเป็น “นักกิจกรรม” คนสำคัญ ทั้งการเข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นมากมายหลังการสัมมนา “ประวัติศาสตร์” ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน การร่วมก่อตั้งและทำกิจกรรมของ “ชมรมปริทัศน์เสวนา” และการออกค่ายอาสาพัฒนา ตลอดจนกิจกรรมทางปัญญาที่สำคัญ คือ การเขียนหนังสือและการทำหนังสือโดยเฉพาะ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา” จนกระทั่งเป็นสาราณียกรของสโมสรนิสิตคณะครุศาสตร์ จัดทำหนังสือรับน้องใหม่แหวกแนว ลงบทกวีตั้งคำถามและชี้นำนิสิตนักศึกษา บทที่ว่า
“เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อรับปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤา
แท้ควรสหายคิด และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียน”
เมื่อจบการศึกษา โกมลก็มุ่งมั่นเดินไปในหนทางแห่งอุดมคติ คือแทนที่จะเสาะหาตำแหน่งงานดีๆ ในฐานะที่จบการศึกษาจากสถาบันอันสูงส่งอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กลับสวนกระแสออกไปเป็นครูในท้องที่ชนบททุรกันดารและห่างไกลที่โรงเรียนเหมืองห้วยในเขา กิ่งอำเภอเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี
โกมลนอกจากออกไปทำงานในชนบทห่างไกลและทุรกันดารสวนกระแสของคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิงแล้ว ยังไปอยู่ในที่ที่เสี่ยงอันตรายจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างรุนแรง เพราะการเมืองโลกสมัยนั้นอยู่ในยุคสงครามเย็น มีการต่อสู้กันระหว่างโลกเสรีทุนนิยม ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตรัสเซียเป็นผู้นำ โกมลเป็นฝ่ายไม่เลือกข้าง แต่เลือกอยู่ตรงกลาง จึงถูกระแวงจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายโลกเสรีก็มองโกมลเป็นคอมมิวนิสต์ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็มองโกมลว่าเป็นสายลับของทางการ
โกมลมีแต่ความสุจริตใจเป็นที่ตั้ง แม้จะมีข่าวคราวความรุนแรงอยู่ใกล้ๆ ในชุมชนรอบตัว แต่โกมลก็ไม่พรั่นพรึงเพราะเชื่อในความสุจริตของตน โกมลยังออกไปพบปะชาวบ้านในที่ห่างไกล แม้ต้องเดินทางผ่านป่าดงในยามค่ำคืน ในที่สุดโกมลก็ถูกยิงเสียชีวิตโดย “พวกในป่า” ซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าโกมลเป็นสายลับ
โกมลจากไปในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ตายไปพร้อมอุดมคติของครูที่มุ่งช่วยเหลือเด็กและชุมชนที่ต้องการครูอย่างยิ่ง หลังโกมลเสียชีวิตมีการตรวจค้นและรวบรวมงานเขียนของโกมลซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่น้อย รวมพิมพ์ได้เป็นหนังสือเล่มโต ล้วนสะท้อนอุดมคติอันเจิดจ้าและแน่วแน่ของคนวัยหนุ่มที่ได้จากการหล่อหลอมในยุคแสวงหา การเสียชีวิตของโกมลจึงก่อความสะเทือนใจแก่บรรดาญาติมิตรอย่างรุนแรง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เห็นว่า โกมลไม่ควร “ตายเปล่า” จึงจัดตั้งมูลนิธิโกมลคีมทองขึ้นเพื่อสืบทอดอุดมคติของโกมล และกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งของมูลนิธิก็คือการจัดแสดงปาฐกถา โดยเลือกปาฐกที่มีอุดมคติและผลงานอันพึงเผยแพร่ให้สังคมได้รู้จักเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนในสังคมไทยโดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว
ปาฐกคนแรกคือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พูดเรื่องอุดมคติ ปาฐกถาปีนี้จัดเป็นปีที่ 39 ปาฐกคือ คุณเพียรพร ดีเทศน์ พูดเรื่อง “เขื่อนข้ามพรมแดน ทุนข้ามชาติ คำถามถึงธรรมาภิบาลในอุษาคเนย์” ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญของยุคสมัยที่มีการใช้ทรัพยากรโลกอย่างไม่บันยะบันยัง ข้อสำคัญชาติใหญ่ยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่รังแกชาติเล็ก และคนเล็กคนน้อยยังถูกเบียดบังรังแก เหมือนโลกยังอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์
คุณเพียรพร ดีเทศน์ เป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” เพราะเป็นลูกสาวครูเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้อุทิศตนตลอดชีวิตเพื่อคนที่ด้อยโอกาสตามชายขอบของสังคม เริ่มต้นจากชาวเขาบนดอยสูง มาถึงคน “ไร้สัญชาติ” ในปัจจุบัน ครูเตือนใจเคยเป็นปาฐกของปาฐกถาโกมลคีมทอง เมื่อปี พ.ศ. 2528 พูดเรื่อง “ทำงานในหมู่บ้านด้วยหัวใจอันเบิกบาน” คุณเตือนใจเริ่มจากทำงานในหมู่บ้าน แล้วขยายบทบาทไปจนถึงในรัฐสภาอันทรงเกียรติ สร้างผลงานมากมาย และยังทำงาน “ด้วยหัวใจอันเบิกบาน” เพื่อผู้ยากไร้มาจนบัดนี้
ปาฐกถาโกมลคีมทองปีนี้จัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จากเดิมที่ส่วนใหญ่จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลสำคัญคือการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาที่มีพื้นฐานจากการผลิตครู ซึ่งเป็นวิชาชีพของโกมลคีมทอง โดยตรง และเพื่อขยายแวดวงผู้ฟังให้กว้างขวางไปจากเดิม ด้วยความเชื่อมั่นไม่คลอนแคลนว่าอุดมคติของคนหนุ่มสาวจะยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยสืบไป







