
"มาฆบูชา" นิตปรัชญาแห่งพุทธ
วันนี้คนไทยเรารู้ว่าเป็นวันมาฆบูชา เด็กนักเรียนรู้ว่าเป็นวันหยุดเรียน คนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนรู้ว่าเป็นวันหยุดงาน ชาวพุทธรู้ว่าวันนี้มีการเวียนเทียนทักษิณาวรรตรอบโบสถ์ 3 รอบ
วันนี้คนไทยเรารู้ว่าเป็นวันมาฆบูชา เด็กนักเรียนรู้ว่าเป็นวันหยุดเรียน คนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนรู้ว่าเป็นวันหยุดงาน ชาวพุทธรู้ว่าวันนี้มีการเวียนเทียนทักษิณาวรรตรอบโบสถ์ 3 รอบ
ผมไม่แน่ใจว่าเด็กนักเรียนในยุคนี้จะทราบความสำคัญของวันมาฆบูชาเท่ากับวันวาเลนไทน์หรือไม่ และแม้จะรู้ แต่จะให้ความสำคัญเท่ากับวันวาเลนไทน์หรือไม่ และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ สื่อสารมวลชนของเราให้ความสำคัญของวันมาฆบูชาเท่ากับวันวาเลนไทน์หรือไม่
วันมาฆบูชามีความสำคัญสำหรับชาวพุทธ สำคัญมากว่า 2,500 ปีแล้ว ส่วนวาเลนไทน์ประเทศไทยเพิ่งจะรู้จักเมื่อผมยังเรียนหนังสืออยู่ น่าจะประมาณ 40 กว่าปีมาแล้วเท่านั้น แต่วันนี้ชาวพุทธเรากลับไปให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ราวกับเป็นวันสำคัญประจำชาติ รวมถึงหน่วยงานราชการของเราก็สนับสนุน จัดโปรโมชันให้คู่รักจดทะเบียนสมรสกันเหมือนว่าถ้าจดทะเบียนสมรสกันในวันนี้แล้ว จะรักกันไม่เปลี่ยนแปลง จนเขตบางรักกล้าประกาศว่าจะไม่รับจดทะเบียนหย่าในวันแห่งความรัก
ผิดกฎหมายนะครับ ละเว้นการปฏิบัตินะครับ ไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญนะครับ จะทำอะไรก็ควรดูรากเหง้าของเราด้วยว่า พื้นฐานของประเทศไทยเรามีความเป็นมาอย่างไร โดยเฉพาะเป็นหน่วยงานราชการที่ควรส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติที่ดีงามและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน
มาฆบูชา แปลว่า การบูชาใหญ่ในวันเพ็ญเดือน 3 มีความสำคัญสำหรับชาวพุทธทั่วโลก นอกจาก 4 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในวันนี้แล้ว ยังเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศหลักการแห่งพุทธศาสนาที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นเสมือนเป็นหลักนิติปรัชญาในทางกฎหมาย อันเป็นรากฐานเป็นเจตนารมณ์เป็นที่มาแห่งกฎหมาย
เหตุการณ์สำคัญ 4 ประการที่เกิดขึ้น คือ (1) พระสงฆ์ 1,250 รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (2) พระสงฆ์ทั้งหมด ล้วนเป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เอง โดยประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา (3) พระสงฆ์ทั้งหมด ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 และ (4) วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือนมาฆะ (เดือน 3) เราจึงเรียกวันประชุมพร้อมนี้ว่า จาตุรงคสันนิบาต คือ วันประชุมที่พร้อมด้วยองค์สี่ โดยประชุมกันที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ในพรรษาแรก หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว 9 เดือน
สำหรับหลักการอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันเป็นเหมือนนิติปรัชญาในทางกฎหมาย คือ
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑
การบำเพ็ญแต่ความดี ๑
การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑
หลักการหรือหัวใจของพุทธศาสนาทั้ง 3 ประการดังกล่าว หากสังคมใดหรือหมู่ชนใดสามารถยึดถือปฏิบัติได้ สังคมหรือหมู่ชนนั้นๆ จะอยู่อย่างสงบสุข ไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายออกมาบังคับใช้ ไม่ต้องมีตำรวจ อัยการ ทนายความ หรือแม้แต่ผู้พิพากษา มาดำเนินกระบวนการยุติธรรมในทางคดี เพราะเพียงหลักการข้อแรกที่ไม่ทำความชั่วทั้งปวง คือ บ้านเมืองก็สงบสุข ปราศจากโจรผู้ร้าย ปราศจากคนที่คดโกง คนผิดสัญญา คนที่คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น ยิ่งปฏิบัติตามหลักการข้อ 2 ด้วยแล้ว สังคมยิ่งน่าอยู่ เพราะจะมีแต่ผู้คนเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
ส่วนหลักการข้อที่ 3 นั้น เป็นหลักการในขั้นโลกุตระ เป็นทางดำเนินเพื่อความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งมีเพียงพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอนถึงความหลุดพ้น สอนให้ดำรงตนอยู่เหนือความเป็นสัตว์โลกไปได้เลย
นอกจากหลักการทั้งสามแล้ว พระพุทธเจ้ายังแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติอีกด้วย ขอยกเอามาทั้งหมด เพราะเป็นคำแปลที่ไพเราะ
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสพระนิพพานว่า เป็นยอด (เป็นบรมธรรม)
ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่จัดว่าเป็นบรรพชิต
ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าสมณะ
ทั้งหมดเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เป็นการพ้นทุกข์ตลอดอนันตกาลที่เรียกว่า นิพพาน จะสังเกตได้ว่าผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นสมณะนั้น อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกันเลย แม้สัตว์ก็จะไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้สัตว์อื่นได้รับความเดือดร้อน
คำสอนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่ประทานไว้ให้กับสาวกของพระองค์เป็นแนวทางปฏิบัติ คือ
การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งที่นอนอันสงัด ๑
ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
นอกจากนี้ วันมาฆบูชา ยังเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จพักผ่อนกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี ในพรรษาสุดท้าย จนเกิดแผ่นดินไหว
วันมาฆบูชา จึงเป็นวันที่มีความสำคัญมากกว่าการเวียนเทียนรอบโบสถ์ แต่เป็นวันที่ชาวพุทธควรต้องให้ความสำคัญในฐานที่เป็นวันแสดงหลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และเป็นโอกาสที่ควรน้อมนำเอาหลักการของพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางปฏิบัติของชีวิต เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ตนเองและประเทศชาติ
การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ผลย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีใครมาดลบันดาลให้ และในทางกลับกัน แม้ไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่มีบทลงโทษ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะลงโทษ แต่จะได้รับผลเองโดยธรรมชาติที่เรียกว่า กฎแห่งกรรม และกฎแห่งกรรมนี้ไม่ต้องมีผู้พิพากษามาพิจารณาพิพากษา กฎแห่งกรรมให้ผลโดยถูกต้องแม่นยำ ไม่มีพยานเท็จ ไม่มีใครหนีอาญาไปได้ แม้จะไปอยู่ต่างประเทศ ก็หนีกฎแห่งกรรมไม่ได้ ไม่มีใครติดสินบนได้ ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายเพียงใด
กฎแห่งกรรมจึงทำงานด้วยความเป็นธรรมเสมอ ตลอดอนันตกาล







