
'เศร้า-เหงา-ทุกข์'ชีวิตรสขมในคุกเขมร
หลังจากทางการประเทศกัมพูชาได้พระราชทานอภัยโทษ “ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์”
หลังจากทางการประเทศกัมพูชาได้พระราชทานอภัยโทษ “ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์”
ภาคีเครือข่ายกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา พร้อมปล่อยคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินแม่ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา
แม้จะถูกกักขังในเรือนจำเปรย์ซอว์มาเป็นเวลา 2 ปี 1 เดือน จากเหตุการณ์พลัดหลงเข้าไปในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมคณะรวม 7 คน และเป็นที่มาให้ศาลกัมพูชามีคำสั่งจำคุกพร้อมพ่วงข้อหาเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย บุกรุกพื้นที่เขตทหาร และจารกรรมข้อมูล ร่วมกับ “วีระ สมความคิด” แกนนำภาคีเครือข่ายกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ
“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสเสวนาถึงชีวิตในเรือนจำกัมพูชา สิ่งแรกที่เธอสะท้อนให้เห็นภาพเบื้องหลังห้องกรงขัง คือ “ความฟุ้งซ่านกับคำถามที่ถามตัวเองว่า ทำไมฉันต้องมาอยู่อย่างนี้ ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องนี้ และเมื่อไหร่ฉันจะได้ไป”
“รู้สึกแย่เหมือนกัน เพราะมันไม่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านพัก และสภาพจากการได้สัมผัส มันคือคุก จึงเกิดความหวาดระแวงว่ามันจะสกปรก อีกทั้งด้วยความเป็นนักโทษกรณีพิเศษ ทางเรือนจำจึงจับแยกห้องออกจากคนอื่น และให้อยู่ร่วมกับนักโทษชาวกัมพูชาอีก 3 คนเท่านั้น
...แต่พอเริ่มเข้าไปอยู่สักพัก คิดว่าต้องปรับตัวให้ได้ ทำให้ความรู้สึกหวาดระแวงไม่สะอาดก็ลดลงไป ทำให้ลดความวุ่นวาย สับสน ลงไปได้เยอะ เลยมีเวลาตั้งสติปรับสภาพจิตใจตัวเองอยู่กับสิ่งเหล่านั้น”
ราตรี ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการอยู่ในเรือนจำนอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็ตื่น เพราะเรือนจำให้เข้านอนตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. ตื่นมาอีกทีก็เวลา 02.00 น. เมื่อตื่นขึ้นมาก็นั่งอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ
“อยู่ในนั้นพยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เช่น งานส่วนตัว ทำอาหารก็หมดเวลาไปครึ่งวันแล้ว ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง พยายามหาอะไรทำ ขณะที่นักโทษคนอื่นมีฐานะหน่อยก็จะจ้างนักโทษด้วยกันทำ อย่างค่าซักเสื้อผ้าต่อเดือน 150 บาท หากคิดเป็นเงินไทย ซึ่งมันถูกมาก แต่ไม่ได้ใช้”
ราตรี ให้ภาพห้องขังที่ใช้เป็นเรือนนอนมากกว่า 2 ปี ว่ามีเนื้อที่ประมาณ 6X7 เมตร แต่ปัญหาใหญ่ คือ เรื่องการสื่อสาร จึงจำเป็นต้องใช้ภาษามือเพื่อสื่อสาร ทำให้การแสดงความรู้สึกแทบไม่มี ประกอบกับขณะนั้นในเรือนจำมีนักโทษคนไทยด้วยกัน 2 คน แต่อยู่คนละห้อง และนักโทษกัมพูชาพูดไทยได้ ก็ถูกสั่งห้ามมาคุยด้วย
“บางครั้งเพื่อนนักโทษในห้องพยายามพูดให้กำลังใจ ซึ่งก็พอทราบตรงนั้น แต่นิสัยส่วนตัว เป็นคนชอบเงียบๆ นิ่งๆ บวกกับเราไม่ได้รับอนุญาตออกนอกพื้นที่บริเวณห้อง ซึ่งช่วงแรกทางเรือนจำเข้มงวดเรื่องนี้มาก เลยไม่มีใครกล้ามาคุย แต่ก็ไม่ทุกข์ร้อนกับการไม่มีเพื่อน เมื่ออยู่ไปสักพักความเข้มงวดผ่อนคลายลง เริ่มมีการแอบคุยกัน เป็นลักษณะเดินผ่านหน้าห้องคุยกัน เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่เมื่อผู้คุมมาก็รีบแยกย้ายกันไป”
ส่วนสภาพจิตใจในตอนนั้น ราตรี เปิดเผยว่า การปรับสภาพขณะนั้น ไม่ถึงกับว่าเข้ามาแล้วปรับได้เลย ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป พอฟุ้งซ่านก็มานั่งพิจารณาว่าเป็นอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ใช้เวลาอยู่พอสมควรนับเดือน ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องสภาพความเป็นอยู่ มันไม่รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ยึดติดความสะดวกสบาย
“อยู่ลำบากกว่านี้ก็เคย แต่ตอนนั้นจิตของเรามันอยู่ที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตรงนั้นมากกว่าที่ทำให้วุ่นวายและฟุ้งซ่าน คนในครอบครัวจะคิดอย่างไร คนทางเมืองไทยจะคิดอย่างไรกับเรื่องเหตุการณ์แบบนี้ที่มาเป็นแรงกดดันเรา”
“ช่วงนั้นเวลาหลับตาคิดเสมอว่าต้องนอนมองเพดานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน และก็นึกถึงสภาพห้องตัวเองว่าเมื่อไหร่จะได้กลับไป มองออกนอกหน้าต่างก็เห็นต้นไม้ต้นเดิม และคิดว่าเมื่อไหร่จะได้เปลี่ยนวิวตรงนี้สักที”
“พอเริ่มปรับสภาพได้ก็ฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือของครอบครัวและจากกลุ่มญาติธรรมส่งมาให้ ซึ่งตอนนั้นอ่านหนังสือเยอะมาก โดยมีเล่มโปรด คือ สมาธิพุทธ ของพ่อท่านโพธิรักษ์ ใช้เวลาอ่านอยู่ 4 รอบจนเข้าใจ เพราะเนื้อหาบรรยายให้เห็นแก่นแท้ของธรรมะ จนนำคำสอนต่างๆ มาปรับใช้กับชีวิตขณะอยู่เรือนจำ”
“แม้อยากจดบันทึกอะไร ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้คุมเข้มงวด ไม่อนุญาตให้เขียน แต่เพื่อนร่วมห้องก็แอบเอาสมุดมาให้จด พอจดเสร็จก็ต้องฝากเขาไว้เหมือนเดิม หากเก็บไว้กับตัวเวลาค้นเจออาจเกิดปัญหา แต่หลังๆ ลดความเข้มงวดลง จึงเริ่มเขียนจดบันทึกในลักษณะไดอะรีเพื่อระบายความรู้สึกเหตุการณ์แต่ละวัน”
เมื่อมีโอกาสอ่านหนังสือเยอะ เลยมีแนวความคิดว่ามันมีอะไรน่าสนใจในนั้น ควรเผยแพร่ให้คนอื่นบ้าง เช่น บทความกิจกรรมตรงนี้ดี ก็จะเขียนและส่งกลับให้ไปกระจายต่อในกลุ่ม หรือบางทีมีหนังสือเรื่องการล้างพิษตับที่ ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ เขียนในคอลัมน์รายสัปดาห์ อ่านแล้วดีก็ตัดส่งกลับบ้านให้ถ่ายสำเนาแจก
“อย่างพี่สาวก็จะค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเรื่องแพทย์ทางเลือก กินอะไรดีไม่ดีมาให้เราอ่าน พอเราอ่านเห็นว่าดีนะ ก็ส่งกลับบ้านให้ไปถ่ายสำเนาแล้วก็แจกในกลุ่ม ทำแบบนี้ตลอด ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์ทางอ้อม เพราะเรามีเวลาหรือทำอะไรได้ ก็พยายามทำ” ราตรี ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ธรรมะข่มความฟุ้งซ่านภายในจิตใจอย่างไร แต่ราตรีก็สารภาพว่าก็ยังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ดี
“มีเรื่องคิดเยอะอยู่เหมือนเดิม อย่างเช่น พอรู้ว่าในกลุ่มสันติอโศกมีการบำเพ็ญประโยชน์ไปช่วงน้ำท่วม พอรู้ยิ่งอยากออกไปมาก ไปทำ ไปร่วม เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม แต่มันทำไม่ได้ และอย่างเวลาอ่านหนังสือเจอสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเคยไปมา ก็คิดไปเรื่อยอยากกลับไปที่เคยไป มันมีอารมณ์แบบนี้”
มาถึงจุดนี้ ราตรี รีบบอกว่าไม่เคยมีความคิดจะนำชีวิตในเรือนจำของตัวเองมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ เพราะถ้าเขียนออกมาจะมีทั้งเรื่องในแง่บวกและแง่ลบ และจะทำให้คุณวีระ สมความคิด ได้รับผลกระทบไปด้วย







