posttoday
มหานครตลาดทุน

มหานครตลาดทุน

19 กุมภาพันธ์ 2556

การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้ได้ ประเทศไทยจะต้องมีศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของการเจริญเติบโต ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการที่จะต้องพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งตลาดทุน

การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้ได้ ประเทศไทยจะต้องมีศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของการเจริญเติบโต ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการที่จะต้องพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งตลาดทุน

เรื่องนี้จะต้องได้รับการร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนคนกรุงเทพมหานครที่จะต้องพร้อมใจกันพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งตลาดทุนให้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานครต้องมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน ส่วนในภาคเอกชนและตลาดหลักทรัพย์น่าจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่

นับเป็นโอกาสที่ดีที่ปัจจุบันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำลายสถิติสูงสุดในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะทำลายสถิติดัชนีสูงสุดที่เคยทำได้ในอดีตในอีกไม่นานนี้ ผู้เขียนต้องขอยกเครดิตให้กับประธานตลาดหลักทรัพย์และกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ที่มีส่วนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะโดยมากแล้วเวลาหุ้นขึ้นผู้ลงทุนจะไม่ค่อยนึกถึงผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ แต่พอหุ้นตกมักจะโทษผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ตลอด จึงอยากให้ได้ทั้งคำชื่นชมและคำติตามสภาวะของตลาด ไม่ใช่ได้เฉพาะคำติอย่างเดียว

แต่ผู้ที่น่าจะมีส่วนในการที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่สุดน่าจะเป็นรัฐบาล ที่มีผลงานและดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้นำของประเทศมหาอำนาจเดิมทางมาเยี่ยมประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย

ผู้เขียนยังจำได้ดีว่าก่อนมีการเลือกตั้ง ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการจัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์เป็นภาษาอังกฤษให้กับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รับฟังเป็นข้อมูล โดยผู้เขียนได้รับมอบหมายจากพรรคให้เป็นตัวแทนแข่งกับตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน ตอนนั้นมีผู้ลงทุนและผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จำนวนหลายท่าน มีความกังวลตามกระแสที่ถูกปั่นขึ้นมาว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจะทำให้นักลงทุนชาวต่างประเทศย้ายการลงทุนออกจากประเทศไทย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะตกฮวบฮาบ

ในขณะนั้นผู้เขียนได้ให้เหตุผลและให้ความมั่นใจว่า ด้วยนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องประกอบการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะดีแน่ และดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะเห็น 1,400 จุด ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

นี่ยังไม่ทันไรดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไปอยู่ที่ 1,500 จุดแล้ว โดยมีมูลค่ารวมของตลาดคิดเป็น 110% ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ยังอยู่เพียง 60-70% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น และหากกรุงเทพมหานครสามารถพัฒนาตัวเองเป็นมหานครแห่งตลาดทุนเช่นเดียวกับนิวยอร์ก โตเกียว แฟรงก์เฟิร์ต ฯลฯ

การที่กรุงเทพมหานครจะเป็นมหานครแห่งตลาดทุนได้ รัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานครต้องมีนโยบายที่สอดคล้องกันอย่างไม่มีรอยต่อ ซึ่งในบางเรื่องรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การลดภาษีรายได้นิติบุคคลจากอัตรา 30% มาเป็น 23% ในปี 2555 และจะเป็น 20% ในปี 2556 นี้ ทำให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการที่เสียภาษีลดลง

นอกเหนือจากการเจริญเติบโตทางธุรกิจที่ขยายเพิ่มจากเศรษฐกิจโดยรวมที่เติบโต ทำให้หลักทรัพย์มีราคาเพิ่มขึ้นตามกำไรที่เพิ่มขึ้น และดึงดูดบริษัทต่างประเทศให้มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่ม การสร้างและส่งเสริมปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเร่งให้มีการออกใบอนุญาตใช้คลื่นทำมือถือ 3จี รวมถึงการให้บริการไวไฟ สาธารณะฟรี ที่จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารเพื่อรับข้อมูล และการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งจะมีเงินลงทุนในระบบมือถือ 3จี จากผู้ให้บริการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาท เป็นต้น

ในอนาคตรัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานครเอง จะต้องมีนโยบายร่วมกันที่จะต้องดึงดูดให้บริษัทที่ผลประกอบการดีในประเทศให้เข้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ในตลาดแล้ว ยังทำให้บริษัทต้องมีธรรมาภิบาลตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่เฉพาะแต่บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยรัฐบาลอาจจะออกสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อดึงดูดบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ให้เข้ามาจดทะเบียนในไทย รวมถึงการส่งเสริมให้มีการโยกย้ายการตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในภูมิภาคนี้ให้มาตั้งในเขต กทม. โดยผู้บริหารกรุงเทพมหานครอาจจะจัดให้มีพื้นที่พิเศษ และให้มาจดทะเทียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์หลายด้านทั้งในด้านตลาดทุน การประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานครจะต้องร่วมมือกันในการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ในเรื่องตลาดทุน และมีส่วนเกี่ยวข้องในการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมให้สะดวกสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามา อีกทั้งจะต้องร่วมมือกันในการปรับปรุงกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าลงทุน เพื่อดึงดูดบริษัทเหล่านี้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน