
บาบาทของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต่อการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้า(ตอนที่ 2)
ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นผู้ร้ายตัวหลักในการทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าจนเกิดความปั่นป่วนในตลาดเงินอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะมีงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเงินทุนไหลเข้าในประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ออกมาได้ข้อสรุปคล้ายกันว่า ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า คือศักยภาพและโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น
ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นผู้ร้ายตัวหลักในการทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้าจนเกิดความปั่นป่วนในตลาดเงินอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะมีงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเงินทุนไหลเข้าในประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ออกมาได้ข้อสรุปคล้ายกันว่า ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า คือศักยภาพและโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น
ขณะที่ส่วนอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยเสริมให้เกิดเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้า
นอกจากนี้ การบริหารเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพเพิ่มขึ้น เพราะมีสัญญาณทั้งความเปราะบางและความร้อนแรงในหลายด้าน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่ติดลบต่อเนื่องมาหลายปี ได้ส่งผลให้คนไทยออมลดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินทรัพย์ทุกประเภทโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
และหากมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจยังมีความร้อนแรงอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการลงทุน เห็นได้จากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนปี 2555 สูงเป็นประวัติการณ์ และรัฐบาลยังมีการลงทุนการบริหารจัดการน้ำอีก 3 แสนล้านบาท ยังไม่รวมแผนลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีก 2 ล้านล้านบาท
ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมจึงเห็นว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต้องมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไม่ทำให้เกิดความเปราะบางและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทั้งนี้ บทบาทที่ควรเป็นของผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังมีอย่างน้อย 4 ประการ
ประการแรก จะต้องปรับนโยบายการคลัง (และนโยบายการก่อหนี้สาธารณะ) ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังต้องไม่ติดกับความคิดว่าเศรษฐกิจต้องขยายตัวสูงๆ และต้องเข้าใจว่าเงินทุนไหลเข้ามีแรงจูงใจจากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ร้อนแรง ซึ่งได้รับอานิสงส์ไม่น้อยจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังจะต้องให้ความสำคัญต่อการประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง และหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทุ่มสุดตัว รัฐบาลของหลายประเทศที่เผชิญกับภาวะเงินทุนไหลเข้าได้ปรับลดการขาดดุลของภาครัฐลง ในกรณีของประเทศไทยที่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องลดรายจ่ายประจำที่คิดเป็นถึงร้อยละ 80 ของงบประมาณประจำปี และมีแนวโน้มจะบานปลายขึ้นเรื่อยๆ รายจ่ายประจำที่ควรปรับลดลงครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ค่าเช่าป้ายโฆษณารูปรัฐมนตรีที่ติดอยู่ทั่วประเทศ หรืองบประมาณจ้าง Organizer เพื่อจัดงานเปิดตัวรายวัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด หรือการปฏิรูประบบราชการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้งบเงินเดือนข้าราชการบานปลายในอนาคต การปรับนโยบายการคลังให้สมดุลกับสภาวะเศรษฐกิจนี้ นอกจากจะลดความร้อนแรงของสภาวะเศรษฐกิจและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (ซึ่งเป็นข้อกังวลของผู้ฝากเงินและคณะกรรมการนโยบายการเงิน) แล้ว ยังจะช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินของรัฐบาล ไม่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้นเช่นในช่วงที่ผ่านมา
ประการที่สอง ผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังควรเร่งให้เกิดสมดุลมากขึ้นระหว่างเงินทุนไหลเข้าและเงินทุนไหลออกเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศในระยะยาว โดยผ่านกลไกของภาครัฐทั้งรัฐวิสาหกิจและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องนำเข้าสินค้าทุน เงินทุนไหลเข้าได้ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มี (และอาจจะยังไม่ควรมี) กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) แต่รัฐวิสาหกิจของไทยหลายแห่งต้องลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน ถ้ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้สามารถเร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความเป็นมืออาชีพและไม่ถูกการเมืองหรือผลประโยชน์อื่นแทรกแซง จะเป็นช่องทางสำคัญในการใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เช่นกัน หลายโครงการต้องนำเข้าสินค้าทุนในสัดส่วนที่สูง ถ้ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว และโครงการเหล่านี้ไม่ถูกการเมืองหรือผลประโยชน์อื่นแทรกแซงแล้ว จะทำให้เงินทุนไหลเข้าและเงินทุนไหลออกสมดุลมากขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทเหมือนที่กังวลกัน
ประการที่สาม ผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังควรเร่งให้หน่วยงานในกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะกรมสรรพากร แก้ไขกฎเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่ยังคั่งค้างอยู่ ผมนึกถึงตัวอย่างสองเรื่อง เรื่องแรก คือการยกเลิกการยกเว้นไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยที่นักลงทุนต่างชาติได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีตนั้นรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรรัฐบาลไทย จึงยกเว้นไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยที่นักลงทุนต่างชาติได้รับ (ในขณะที่นักลงทุนไทยต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย) เมื่อมีเงินทุนไหลเข้าประเทศมาก คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกเลิกการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553 บัดนี้ผ่านไป 2 ปีเศษแล้ว การแก้ไขประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องยังไม่เรียบร้อย มาตรการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่ประกาศไปแล้วจึงยังไม่เห็นผล







