posttoday
เปิดใจผู้ว่า ธปท. "ยอมขาดทุนไม่กวนภาษีประชาชน"

เปิดใจผู้ว่า ธปท. "ยอมขาดทุนไม่กวนภาษีประชาชน"

15 กุมภาพันธ์ 2556

เมื่อวานนี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดใจถึงความขัดแย้งทางความคิดเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ที่มองต่างมุมกับกระทรวงการคลัง

เมื่อวานนี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดใจถึงความขัดแย้งทางความคิดเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ที่มองต่างมุมกับกระทรวงการคลัง

นายประสาร กล่าวว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของ ธปท.และคลังในเรื่องการดูแลเงินทุนไหลเข้าและดอกเบี้ยนโยบายไม่กระทบความเชื่อมั่นในเชิงนโยบาย เพราะความเห็นที่ต่างกันไม่ถือเป็นความขัดแย้ง ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับธนาคารกลางของทุกประเทศ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ก็เคยเกิด แต่ปัญหาของความเห็นที่แตกต่างอยู่ที่ว่าจะหาข้อสรุปในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างไร

“ตอนนี้ไม่ถือเป็นความขัดแย้ง การมีความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ การมองต่างก็มีข้อดี ช่วยให้กลับมาพิจารณาให้รอบครอบ ว่าที่เรากำลังทำอย่มีอะไรผิดพลาดหรือไม่ ช่วยเตือนธปท.และคระกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ดูปัจจัยต่างๆให้มากขึ้นและครบถ้วนขึ้น” นายประสารกล่าว

ในข้อเท็จจริงคลังและ ธปท.เห็นตรงกันหลายเรื่อง เช่น เห็นว่าเงินที่ไหลเข้ามามากเป็นเงินจากการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของตะวันตก และค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว ส่วนที่เห็นต่างกัน คือ คนหนึ่งเห็นว่าการปล่อยเงินเข้ามามากจะก่อให้เกิดฟองสบู่ในระบบ ขณะที่อีกคนเห็นว่าการที่ดอกเบี้ยต่ำจะเป็นสาเหตุของการเกิดฟองสบู่ ซึ่งคนอาจจะสงสัยว่าสบู่คนละยี่ห้อหรือไม่จึงแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เงินเข้ามามากก็ต้องมีของให้ซื้อมาก ถ้าต้องการให้เงินน้อยราคาก็ควรต่ำ แต่ถ้าราคาต่ำก็อาจทำให้การตีราคาสินทรัพย์สูงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดฟองสบู่ได้

ดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เงินทุนจะไหลเข้าหรือไม่มีผลจากหลายปัจจัย และมีเงินเข้าจากหลายช่องทาง โดยเวลาเงินทุนจะเคลื่อนย้ายไปไหนเขาดูจากปัจจัย เช่น ความเสี่ยงประเทศ ความเสี่ยงด้านนโยบายหรือกฎเกณฑ์ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง ผลตอบแทน เป็นต้น อย่างกรณีกรีซผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรสูงถึง 30% แต่ไม่มีคนซื้อ หรืออินเดีย 7% อินโดนีเซีย 5.75% แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่เงินทุนจะต้องดูด้วย

เงินทุนแต่ละประเภทก็เลือกเข้าในปัจจัยที่แตกต่างกันด้วย เช่น ดุลบัญชีเงินเดินสะพัด เงินกู้จากต่างประเทศ เงินกมาลงทุนสร้างโรงงาน เงินลงทุนในตลาดหุ้น เงินลงทุนในพันธบัตร ซึ่งหากดูช่องที่เข้ามาเพราะดุลบัญชีเดินสะพัดและการกู้เงินมาจากต่างประเทศ ถ้าดอกเบี้ยไทยสูงก็ไม่แน่ว่าจะเข้ามาหรือไม่ ส่วนช่องที่มาสร้างโรงงานและมาซื้อลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าดอกเบี้ยต่ำไหลเข้ามาแน่ เพราะดอกเบี้ยต่ำราคาหุ้นจะสูงและต้นทุนการเงินต่ำลง ส่วนการลงทุนในพันธบัตรถ้าดอกเบี้ยสูงก็คงไหลเข้ามา

ส่วนการแก้ไขปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายและภาวะฟองสบู่จะใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการให้น้ำหนักและการมองประเด็น ถ้าให้น้ำหนักอย่างหนึ่งอาจเห็นว่าควรลด แต่ถ้าวางน้ำหนักอีกอย่างหนึ่งอาจจะมองอีกอย่าง ซึ่งการตัดสินใจเรื่อง ดอกเบี้ยต้องขึ้นกับความเห็นของ กนง.ทั้ง 7 คน เพราะแต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกันได้

บทเรียนที่ผ่านมาทำให้ ธปท.มีจังหวะในการเข้าแทรกแซงมากขึ้น ไม่ได้เข้าไปรั้งไว้ทุกระยะ พยายามแทรกแซงให้น้อยลง ไม่แทรกแซงเลยคงทำไม่ได้ เพราะต้องลดแรงกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทำให้ ธปท.มีผลขาดทุน แต่ไม่ใช่ว่า ธปท.ไม่สนการขาดทุน ธปท.ก็พยายามลดการขาดทุน ไม่ได้วัดคุณภาพงาน (เคพีไอ) ด้วยกำไรหรือขาดทุน แต่วัดจากเสถียรภาพเศรษฐกิจว่าดีหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวดี ค่าเงินก็จะแข็งค่าขึ้น ขณะที่งบดุลของ ธปท.จะขาดทุน แต่ถึงจะมีการขาดทุนก็ไม่กระทบความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และเพราะธนาคารกลางประเทศอื่นก็มีขาดทุน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แม้แต่ธนาคารกลางชิลีและสวิซที่มีความน่าเชื่อถือมากก็มีผลขาดทุนได้ ซึ่งในกรณีที่ขาดทุน ธปท.เชื่อว่าจะไม่รบกวนเงินจากงบประมาณ ไม่รบกวนเงินภาษีของประชาชน ถ้าต้องรบกวนขนาดนั้นแสดงว่าต้องมีความเสียหายที่แท้จริงมากระดับเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินในอดีต แต่การขาดทุน ธปท.ในปัจจุบันไม่ได้มากขนาดนั้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน