
โรงพักอลเวง
หัวหน้าพรรครักประเทศไทยเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องการฮั้วประมูลสร้างโรงพัก 396 แห่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป เพิ่งกลับมาเป็นข่าวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
หัวหน้าพรรครักประเทศไทยเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องการฮั้วประมูลสร้างโรงพัก 396 แห่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป เพิ่งกลับมาเป็นข่าวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
น่าแปลกที่การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้านเป็นคนเปิดประเด็น แต่กลับเป็นฝ่ายรัฐบาล จุดประสงค์ก็คงหนีไม่พ้นต้องการเล่นงานฝ่ายค้านและช่วยผู้สมัครของฝ่ายรัฐบาล
เครื่องมือที่ใช้ก็เป็นเครื่องมือยอดนิยมคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งใช้งานมาอย่างค่อนข้างได้ผลแล้วหลายครั้ง โดยที่ฝ่ายค้านเองก็ตกอยู่ในฐานะน้ำท่วมปาก เพราะเป็นคนแต่งตั้งหัวหน้าสำนักงานเองในสมัยที่เป็นรัฐบาล
เท้าความสั้นๆ คือ โครงการสร้างโรงพักนี้ถือกำเนิดในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. เป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่ารวมกว่า 5,800 ล้านบาท แต่เดิมกำหนดจะแยกประมูลเป็นรายภาค
การประมูลจริงเกิดในสมัย พล.ต.อ.ปทีปตันประเสริฐ เป็นรักษาการ ผบ.ตร. มีการแก้ไขทีโออาร์เป็นการรวมการประมูล โดยอ้างว่า ครม. มีมติอนุมัติในลักษณะโครงการเดียว
บริษัทที่ชนะประมูลก่อตั้งในปี 2548 และเป็นคู่สัญญากับภาครัฐแล้วหลายสิบสัญญาวงเงินกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสัญญากับการเคหะแห่งชาติ ในโครงการหมู่บ้านเอื้ออาทร
มีข้อที่น่าสังเกตและไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการประมูลสร้างโรงพักครั้งนี้ ดังนี้
หนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องของการขว้างงูไม่พ้นคอของทั้งสองขั้วการเมืองใหญ่ เริ่มต้นจากการที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายรัฐบาล แต่ต่อมาคนในฝ่ายรัฐบาลก็ไปตรวจพบพยานหลักฐานบางอย่าง จึงเอากลับมาย้อนเกล็ดเล่นงานฝ่ายค้านในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
แต่เรื่องก็ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ในการตอบโต้กันไปมา ก็ปรากฏชื่อของคนในฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของฝ่ายรัฐบาลเอง กลายเป็นว่าการเอาเรื่องนี้กลับมาโจมตีฝ่ายค้าน อาจทำให้ฝ่ายของตัวเองเกิดความเสียหายมากกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมหลายประการของฝ่ายรัฐบาลเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ชี้แจงให้กระจ่าง
สอง ในส่วนที่เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของฝ่ายค้านสมัยที่เป็นรัฐบาล มีประเด็นที่ผิดสังเกตอย่างน้อย 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก เหตุใดจึงรวมประมูลเป็นสัญญาเดียว ทั้งๆ ที่แต่เดิมกำหนดแยกประมูลเป็นรายภาค ข้ออ้างเรื่องมติ ครม. ฟังไม่ใคร่ขึ้น ประกอบกับการแยกประมูลก็มีตัวอย่างให้เห็นดาษดื่นในหน่วยงานอื่น นอกจากนี้ ยังมีเสียงร้องเรียนจากผู้รับเหมารายย่อยที่ไม่ได้รับการชี้แจงให้เป็นที่น่าพอใจ
ประเด็นต่อมา ในทีโออาร์มีการอนุญาตให้เบิกเงินล่วงหน้าก่อนลงมือทำงาน 15% เป็นเงินประมาณ 850 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เป็นเงินที่ต้องเอาไปจ่ายเป็นค่าหัวคิวใช่หรือไม่ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า คู่สัญญาของภาครัฐสมัยนี้มักต้องจ่ายค่าหัวคิวล่วงหน้า และถึงจะเกิดการขาดทุนในภายหลังก็ไปขอคืนไม่ได้
ประเด็นสุดท้าย บริษัทที่ชนะประมูล ซึ่งชนะทั้งโครงการนี้และโครงการแฟลตตำรวจ รวมเป็นเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มีประวัติความเป็นมาและประสบการณ์ทำงานค่อนข้างน้อย มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่าค่ามัดจำที่เบิกไปล่วงหน้าเสียอีก หากเป็นธุรกิจปกติคงยากที่ผู้ลงทุนจะกล้ามอบความไว้วางใจ และจ่ายเงินก้อนโตให้ล่วงหน้า
โครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่มาของประสบการณ์ของบริษัทนี้ ก่อนหน้านั้นก็เคยฉาวโฉ่ในเรื่องของความไม่โปร่งใสเช่นกัน
สาม ในส่วนที่เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของฝ่ายรัฐบาล ก็มีประเด็นที่ผิดสังเกตอย่างน้อย 2 ประเด็นเช่นกัน ดังนี้
ประเด็นแรก เหตุใดในการบริหารสัญญาจึงไม่เข้มงวดกับผู้รับเหมามาแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งมอบงานไม่ทันตามกำหนด การให้รับเหมาช่วง การที่งานไม่คืบหน้าเป็นเวลานาน การละทิ้งงาน และอื่นๆ
หากฝ่ายของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โครงการที่มีปัญหาแบบนี้ที่อนุมัติและประมูลมาในสมัยที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นรัฐบาล น่าจะทำให้ฝ่ายค้านเป็นเหยื่ออันโอชะให้ฝ่ายรัฐบาลขย้ำ แทนที่จะถูกฝ่ายค้านนำมาใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ต้น
ประเด็นต่อมา หากฝ่ายรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกเช่นกัน เหตุใดจึงไปขยายเวลาให้ผู้รับเหมาถึง 3 ครั้ง แทนที่จะถือโอกาสเรียกเก็บค่าปรับรวมเป็นเงินนับพันล้านบาท และถือโอกาสบอกเลิกสัญญา
มีคนวิเคราะห์ว่า การติดกับของตัวเองในครั้งนี้ของรัฐบาล เกิดจากการขุดบ่อล่อปลาของฝ่ายค้าน แต่ผมไม่อยากเชื่อเช่นนั้น เพราะดูตามรูปการณ์ ดูเหมือนจะมีชนักติดหลังด้วยกันทั้งสองฝ่าย
สี่ เรื่องสุดท้ายและเรื่องที่ผมอยากพูดถึงมากที่สุดในวันนี้ คือ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง หรือ สตช. นั่นเอง
การแบ๊ะๆ หรือเก็บตัวเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยอมเป็นลูกบอลให้ฝ่ายการเมืองเตะตอบโต้กันไปมา เป็นเรื่องที่ไม่สง่างามและไม่สมศักดิ์ศรีขององค์กรระดับนี้
คนที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุดดีกว่าฝ่ายการเมืองเสียอีก คือคนใน สตช.เอง หากเป็นหน่วยงานทั่วไป คณะกรรมการและคณะผู้บริหารสูงสุดจะต้องขอโอกาส พร้อมกับให้คำมั่นว่า จะจัดการกับปัญหาด้วยตัวเองจากภายใน และหากพบเนื้อร้ายก็จะจัดการตัดเนื้อร้ายทิ้งเสียเอง เว้นเสียแต่เนื้อร้ายจะเกิดในเนื้อสมองหรืออยู่ในกระแสเลือด ซึ่งทำให้เยียวยาไม่ไหว
อย่าลืมว่า สตช. เป็นหน่วยงานที่ต้องรักษากฎหมาย ต้องสืบสวน สอบสวน หาตัวและจับกุมผู้กระทำผิด หากเขี่ยผงที่เข้าตาตัวเองออกไม่ได้ จะเป็นที่น่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจของสังคมได้อย่างไร
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ







