
ยุโรปอันตราย
...ชาติชัย พาราสุข
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวด้วยดี กลับมีกลุ่มประเทศหนึ่งในยุโรปที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก กลุ่มประเทศนี้มีชื่อย่อแบบน่ารักๆ ว่า PIGS ซึ่งแปลว่าหมู เพราะย่อมาจาก Portugal, Ireland, Greece, และ Spain (บางกระแสใช้ชื่อย่อว่า PIIGS เพราะรวม Italy เข้าไปด้วยอีกประเทศหนึ่ง) แต่ผมขอเรียนว่าปัญหาของประเทศเหล่านี้ไม่หมูเลย เพราะหากจัดการไม่ดีอาจจะลุกลามไปสู่อีกหลายประเทศในยุโรปจนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกอีกรอบก็ได้ อย่าลืมว่าขนาดของเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เล็ก แม้แต่ประเทศกรีซที่นับว่าเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กของยุโรป (เป็นอันดับที่ 13 ของยุโรป) ยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยราว 25% ส่วนอิตาลีและสเปนนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 7 และที่ 10 ของโลก ตามลำดับ ซึ่งหากสองประเทศนี้เป็นอะไรไป ไม่มีทางที่เศรษฐกิจโลกจะไม่สะเทือน
ปัญหาของประเทศเหล่านี้ล้วนคล้ายๆ กัน คือ รัฐบาลใช้จ่ายมากทำให้มีหนี้สินสาธารณะในระดับที่สูงและมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจนเพลินจนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ด้วยรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชนเพื่อจะได้เอาใจออกห่างจากกลุ่มเสื้อแดง (เอ๊ะ ประเทศเขาไม่มีกลุ่มเสื้อแดงนี่หว่า ขอแก้ไขเป็นว่า ต้องการเอาใจประชาชนเพื่อรัฐบาลจะได้เป็นที่นิยมก็พอ) เมื่อฟองสบู่แตก โดยเฉพาะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี ค.ศ. 2008 เศรษฐกิจก็เริ่มมีปัญหา หนี้เสียบานเบอะ ประชาชนตกงานกันเป็นเบือ (สเปนมีอัตราการว่างงานราว 20% ไม่รู้ว่าประชาชนเขาทนอยู่กันได้อย่างไร หากเป็นประเทศไทยของเรา ม็อบแรงงานปิดถนนไปทั่วประเทศนานแล้ว) พอเศรษฐกิจชะลอตัวจากภาวะฟองสบู่แตก คราวนี้ก็โรคซ้ำกรรมซัด เพราะเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ภาษีอากรของรัฐก็ชะลอตัวตามไปด้วย แถมประชาชนยังแห่เข้ามาใช้สวัสดิการของรัฐมากขึ้นจากการตกงาน มีผลให้ฐานะการคลังของประเทศยิ่งแย่ลงไปอีก และที่สำคัญคือรัฐบาลประเทศเหล่านี้กู้ยืมจากต่างประเทศมาใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มแย่ เจ้าหนี้ก็เริ่มไม่อยากจะให้กู้ต่อ จนทำให้บางประเทศมีปัญหาในการชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศ ประเทศแรกที่ตกเป็นเหยื่อคือประเทศกรีซ
ประเทศกรีซเป็นประเทศที่มีฐานะการคลังย่ำแย่ที่สุดในยุโรปประเทศหนึ่ง โดยมีการขาดดุลงบประมาณถึง 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของประชาคมยุโรป (European Union หรือ EU) ที่ตั้งมาตรฐานไว้ที่ 3% ของ GDP หลายเท่าตัว ที่สำคัญคือมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ของ GDP (ในปีก่อนเกิดวิกฤตคือปี 2007 กรีซมีหนี้สาธารณะ 94.5% ของ GDP แต่ในปีนี้คือปี 2010 คาดว่าหนี้สาธารณะจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 125% ของ GDP นี่แหละคือผลของโรคซ้ำกรรมซัดที่กล่าวมาแล้ว) ซึ่งก็คือเกือบ 3 แสนล้านยูโร ที่เลวร้ายกว่านั้นคือหนี้ก้อนนี้ส่วนหนึ่งกู้ยืมจากต่างประเทศ ทำให้กรีซมีภาระที่จะต้องชำระหนี้ต่างประเทศตลอดเวลา โดยในปี 2010 นี้กรีซจะต้องคืนเงินกู้ต่างประเทศถึง 5.4 หมื่นล้านยูโร และก่อนเดือน พ.ค. จะต้องชำระหนี้ถึง 2 หมื่นล้านยูโร ซึ่งต้องบอกว่ากรีซไม่มีปัญญาใช้หนี้ก้อนมหึมาขนาดนี้ ต้องกู้เงินใหม่มาใช้หนี้เก่าอย่างเดียว เมื่อเดือนที่แล้วกรีซขอกู้เงินแค่ 5 พันล้านยูโร ยังโดนเจ้าหนี้ขูดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นใน EU ถึง 2 เท่า ด้วยภาวะที่บีบคั้นเช่นนี้กรีซจึงมีทางเลือกเพียง 3 ทาง คือ หนึ่ง เบี้ยวหนี้ สอง ขอกู้เงินจาก IMF และสาม ขอกู้เงินจากเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม EU
กรีซพยายามดิ้นรนที่จะขอกู้จากเพื่อนสมาชิก EU แต่กลับได้รับการตอกหน้ากลับมาว่าคงยากที่จะอุ้ม เพราะเหตุที่รัฐบาลกรีซมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะให้สวัสดิการแก่ประชาชนดีเกินกว่าเหตุ (แต่ที่เขาไม่พูดต่อคือโกงกินมหาศาลด้วย) ที่รับไม่ได้จริงๆ คือมีระบบสวัสดิการของรัฐดีกว่าอีกหลายประเทศในกลุ่ม ดังนั้นจากการประชุมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหล่าสมาชิก EU จึงมีมติให้กรีซช่วยเหลือตัวเองไปก่อน หากช่วยตัวเองไม่ได้ (ซึ่งไม่ต้องฟันธงก็บอกได้ว่าช่วยตัวเองไม่ได้หรอก หนี้สินขนาดนี้) ให้ไปพึ่งใบบุญของ IMF และถ้ายังไม่พอ สมาชิกของ EU จึงจะเข้าไปช่วยเป็นคนสุดท้าย แฮะ แฮะ ฟังแล้วเหมือนใจดำ
ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศสมาชิก EU เขามีเหตุผลที่ดี แน่นอนว่าหลายประเทศได้รับแรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศไม่ให้เข้าไปอุ้มกรีซ คนเยอรมันบอกว่าสวัสดิการของกรีซดีกว่าของเยอรมนีอีก ดังนั้นจะเอาเงินภาษีอากรของชาวเมืองเบียร์ไปจ่ายให้ชาวกรีซสุขสบายทำไม แต่เหตุผลหลักก็คือต้องการให้กรีซปรับปรุงตัวเองในด้านงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะการลดขนาดและผลประโยชน์ของลูกจ้างรัฐ (ห้ามส่งรัฐวิสาหกิจไทยไปดูงานที่กรีซเด็ดขาด) รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ให้กับประชาชนกรีซ เพราะหากกรีซไม่ปรับปรุงตัวเอง อุ้มเท่าไหร่ก็ไม่มีทางพอ ด้วยฐานะการคลังมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ สมาชิก EU จึงบีบให้กรีซต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ด้วยรู้ดีว่ากรีซไม่มีปัญญาจะกู้เงินใหม่มาจ่ายหนี้เก่าได้พอหรอก
คนไทยเราคงทราบพิษสง เอ๊ย นโยบายของ IMF ดี เพราะประเทศของเราก็เคยขอเข้ารับความช่วยเหลือจากเขา IMF คงจะบังคับให้กรีซตัดงบประมาณรายจ่ายอย่างสุดๆ มีผลให้เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างแรง และจำนวนคนว่างงาน ซึ่งขณะนี้กรีซมีอัตราการว่างงานสูงถึง 10% แล้ว ก็จะยิ่งว่างงานเพิ่มขึ้นอีก แต่กรีซจะมีทางเลือกอย่างอื่นอีกหรือ เพราะหากไม่ยอมให้ IMF เข้ามาจัดการนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหากกรีซตัดสินใจที่จะเบี้ยวหนี้ จะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงประเทศในกลุ่ม PIIGS อื่นกำลังมีปัญหาคล้ายคลึงกัน อย่างเช่น โปรตุเกสที่เพิ่งโดนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ลดอันดับจาก AA เป็น AA แถมให้แนวโน้มเป็นลบอีก หมายความว่าอาจจะปรับอันดับลดลงในอนาคต
ตรงนี้ผมเกิดมีความกังวลในการเข้ามาคุมเศรษฐกิจของ IMF ขึ้นมา ด้วยกรีซขาดเครื่องมือในการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดเครื่องมือหนึ่ง นั่นก็คืออัตราแลกเปลี่ยน หากจำกันได้ หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ประเทศไทยปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงกว่าครึ่งหนึ่ง แต่เงินบาทที่อ่อนค่านี้ช่วยให้การส่งออกและการท่องเที่ยวของเราขยายตัวอย่างมาก เพราะทำให้สินค้าเราราคาถูกและการมาท่องเที่ยวบ้านเราก็ถูก นับว่าเป็น Thailand Grand Sales อย่างแท้จริง แต่กรีซใช้เงินยูโรเนื่องจากเป็นสมาชิกของกลุ่ม EU ต่อให้เศรษฐกิจพะงาบๆ อัตราแลกเปลี่ยนก็เหมือนเดิม ดังนั้นการปรับตัวจะต้องมาจากการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศเท่านั้น ทำให้การปรับตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจะรุนแรงกว่าที่ไทยเราเคยปรับตัวถึงสองเท่า
คำถามคือ ประชาชนกรีซและเศรษฐกิจกรีซจะรับการปรับตัวที่รุนแรงระดับนั้นได้หรือเปล่า
หากไม่ได้ กรีซคงจะขอออกจากสมาชิกกลุ่ม EU และนำเงินสกุลเดิมคือ แดรคมา (Drachma) กลับมาใช้เพื่อให้การปรับตัวทางเศรษฐกิจมีทางเลือกมากขึ้น แต่การกระทำเช่นนั้นจะทำให้เงินทุนไหลออกจากกรีซอย่างมหาศาลเพราะคงไม่มีใครอยากจะถือครองแดรคมา ด้วยชื่อคล้ายแดรคคูลา เอ๊ย ไม่ใช่ เพราะมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง คราวนี้แหละ ยุโรปเละแน่ เพราะนักลงทุนจะคาดเดาว่าประเทศ PIIGS อื่นๆ จะทำเหมือนกรีซ คือจะพยุงเศรษฐกิจผ่านอัตราแลกเปลี่ยน มิฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหั่นงบประมาณจนเกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง เงินทุนจะไหลออกจากประเทศนี้เข้าประเทศโน้นจนปั่นป่วนไปหมด ที่ร้ายกว่านั้นคือหากเงินทุนไหลมั่วซั่วอย่างนี้ บางประเทศอาจจะประกาศการยุติการชำระหนี้ชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ
เศรษฐกิจโลกไม่เกิดวิกฤตก็ใจเย็นเกินไปแล้ว
เราก็คงจะได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เช่นนั้นคงจะไม่เกิด โดยเชื่อว่าเจ้าหนี้จะคงเมตตากรีซและให้กู้บางส่วน, IMFไม่โหดเหี้ยมกับกรีซจนเกินไป โดยยอมให้กรีซปรับลดบทบาทของรัฐและสวัสดิการของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และท้ายสุด ประเทศสมาชิกของ EU ให้กรีซกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยแบบฉันมิตร ทำให้เศรษฐกิจกรีซอยู่รอดต่อไปได้โดยไม่เจ็บปวดมากนัก ส่วนประเทศ PIIGS อื่นๆ ก็จะค่อยๆ ปรับตัวลดภาระหนี้สาธารณะไปเรื่อยๆ







