
ต้องเจรจาต่อ
บทบรรณาธิการไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าของที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่บรรลุข้อตกลงปรับลดงบประมาณในอีก 7 ปีข้างหน้าได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น สะท้อนให้เห็นว่ายุโรปยังเป็นประชาคมที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาได้ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
บทบรรณาธิการไฟแนนเชียลไทมส์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าของที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่บรรลุข้อตกลงปรับลดงบประมาณในอีก 7 ปีข้างหน้าได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น สะท้อนให้เห็นว่ายุโรปยังเป็นประชาคมที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาได้ ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงตัดลดงบประมาณนี้ ระบุให้มีการปรับลดงบประมาณลง 3% ควบคู่การตั้งเป้าเพดานใช้จ่ายไว้ที่ 9.084 แสนล้านยูโร และไม่เกิน 9.6 แสนล้านยูโร หรือเพียง 1% ต่อจีดีพีทั้งหมดของอียู ซึ่งลดลงจากข้อเสนอก่อนหน้านี้ของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ที่ขอให้มีการปรับเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของกลุ่มอีก 5% เป็น 1.04 ล้านล้านยูโร โดยจะมีผลบังคับใช้สำหรับปีงบประมาณ 2557-2563
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า แม้ว่ายุโรปจะมีพัฒนาการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ทว่า ทางชาติสมาชิกยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลให้ความพยายามแก้ปัญหาในครั้งนี้หมดความหมายลง
ยกตัวอย่างเช่น ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในอิตาลีที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายเดือน ก.พ. หลังผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรี มีคะแนนนำจากการชูนโยบายเลิกใช้มาตรการรัดเข็มขัด ตลอดจนถึงสถานการณ์ในสเปน ที่นายกรัฐมนตรี มาริอาโน ราฮอย กำลังถูกกดดันจากฝ่ายค้านให้ลาออก หลังพัวพันในกรณีทุจริต
ผู้เขียนมองว่าสถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขวิกฤตหนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำยูโรโซนควรเดินหน้าการเจรจาหาข้อตกลงอย่างต่อเนื่องต่อไป







