
ผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย
แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ”
แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” (คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ” ส่วน ลอ ลิง แม้จะตามหลังมาถึง 2 ตัวก็ให้กระดกลิ้นแค่แตะๆ ไว้ที่เพดานปาก) แต่เกรงว่าจะเป็นการสาวไส้ให้กากิน แปลว่าไม่ได้ประโยชน์ทั้งผู้อ่านและผู้เขียน เพราะไส้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและพวกเราก็ไม่ใช่กาที่จะชอบกินไส้เช่นนั้น
พอดีเมื่อวันพุธที่ 6 เปิดหน้าวิเคราะห์ของโพสต์ทูเดย์ในคอลัมน์ “ทุบโต๊ะ” เขียนโดยผู้ใช้นามปากกาว่า “คมนอกฝัก” (น่าจะเป็นคอลัมน์ใหม่แต่พอมาอยู่ใต้คอลัมน์ “จับทวนสวนกระแส” ของท่านสันทัด กรณี จึงทำให้สังเกตเห็นได้) กล่าวถึงนายกฯ คนสวยแห่งประเทศไทยว่าไม่ค่อยทำหน้าที่ในสภา โดยอ้างข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทยว่าขาดประชุมสภาถึง 75% และมอบดาวให้ 1 ดวง เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนขี้เกียจเหล่านี้ ทั้งยังสืบเนื่องไปถึงฉายา “ดาวดับ” ของเธอที่ได้รับจากสื่อมวลชนเมื่อปี 2554 นั้นด้วย
ไม่เฉพาะสังคมไทยเท่านั้นที่รู้แจ้งแล้วว่านายกฯ ของเรามี “ภาวะผู้นำบกพร่อง” (ไม่แน่ใจว่าจะโดยสุจริตหรือไม่) ในสังคมนานาชาติก็รู้ชัดเช่นกันถึงขนาดว่า “ขาดแคลนภาวะผู้นำ” นั่นเลยทีเดียว ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำให้คุณยิ่งลักษณ์ได้ฟื้นฟูและเสริมสร้างบุคลิกภาพเกี่ยวกับภาวะผู้นำนี้โดยด่วน หรือถ้าไม่มีก็ให้รีบแสวงหาโดยเร็ว ก่อนที่จะถูกปลดดาวจนไม่เหลืออะไรเลย
ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงเรื่องที่นายกฯ หนีประชุมสภาว่าเป็นความผิดร้ายแรงประการใด ประการแรก คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นแค่นายกรัฐมนตรีแต่ยังมีฐานะเป็นผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทยอีกด้วย เพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในลำดับที่ 1 จึงต้องมีความรับผิดชอบเป็นสองเท่าของ สส.อื่นๆ หนึ่งก็คือ ต้องทำหน้าที่ของ สส.ให้สมบูรณ์ และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ สส.ก็คือการร่วมประชุมสภา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน และสองก็คือ ในฐานะนายกรัฐมนตรีคุณต้องรับผิดชอบต่อสภา เพราะสภาเป็นผู้แต่งตั้งคุณ รวมทั้งต้องให้เกียรติสภาเพื่อแสดงเคารพต่อตัวแทนของประชาชน การหนีสภาจึงเป็นการหนีประชาชนและดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะไม่เคารพต่อสิทธิอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
อีกประการหนึ่ง นายกรัฐมนตรีคือบุคคลสาธารณะที่มีความสำคัญยิ่งในระดับ “วีรลักษณ์แห่งสังคม” (มาจากภาษาอังกฤษว่า Idol of the Society) แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่าเป็น “หน้าตาของประเทศ” การกระทำใดๆ ของคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ย่อมต้องรับผลที่จะเกิดแก่สังคมทั้งประเทศโดยส่วนรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าว หรือแถลงต่อสาธารณะที่จะต้องละเอียดรอบคอบ ไม่พูดผิดๆ เชยๆ การสันถวะหรือมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ก็ต้องรักษากิริยาอาการให้เหมาะสม ไม่อ้อล้ออย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Flirt รวมถึงการแสดงออกถึงท่าทางในกิจกรรมอื่นๆ ก็ต้องให้รู้กาลเทศะและความพอเหมาะพอดี เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำ แต่ยังเป็น “หญิงไทย” อีกด้วย
ท่านนายกฯ คงจะมีที่ปรึกษาหรือคนที่อยากจะให้คำปรึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะขอคำปรึกษาหรือให้คำปรึกษาแก่ท่านบ้างว่า การหนีสภาและความพลาดพลั้งทางบุคลิกภาพต่างๆ ส่งผลเสียหายต่อประเทศไทยนี้เพียงใด แน่นอนว่าท่านนายกฯ หญิงคนนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนายกฯ ที่สำคัญเธอไม่ใช่นักการเมืองที่จะต้องทนได้ทุกอย่างอย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า “คอทั่งสันหลังเหล็ก” แต่ถ้าเธอมีความ “กล้าหาญ” ที่จะเผชิญปัญหาเหล่านั้นบ้างก็จะมีภาวะผู้นำสูงขึ้น
“ความกล้าหาญ” คือคุณสมบัติแรกสุดและน่าจะสำคัญที่สุดของความเป็นผู้นำ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้นำทั้งหลายมักจะเป็นผู้ชาย เพราะสังคมแต่โบราณเชื่อว่าผู้ชายแข็งแรงและ “เก่งกล้า” กว่าผู้หญิง อนึ่ง คำว่ากษัตริย์ที่มาจากคำว่า “ขัตติยะ” ก็แปลว่านักรบ และคุณสมบัติของนักรบก็คือความกล้าหาญ หรือวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลายที่ท่านเหล่านั้นได้รับการยกย่องก็เพราะความกล้าหาญของท่านในภาวะสงครามและวิกฤตต่างๆ ทั้งสิ้น รวมถึงผู้นำในวงสังคมต่างๆ และนักบริหารก็ล้วนจะต้องมีความกล้าหาญในการที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือ ที่สุดเมื่อคนเหล่านั้นขาดความกล้าหาญ ความเคารพนับถือที่ได้จากคนอื่นก็ย่อมจะหมดไปด้วย
ปราชญ์โบราณพบว่า “ความกล้าหาญ” เป็นคุณธรรมที่เป็นสิ่งเดียวกับ “ความซื่อสัตย์” เช่นเดียวกันกับ “สติปัญญา” ที่คู่กันกับ “เกียรติยศ” หรือ “ความสง่างาม” นั่นก็คือ คนที่ขี้ขลาดหวาดกลัวย่อมแสดงนัยถึงการปิดบังซ่อนเร้นอำพราง หรือเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญก็มุ่งแต่ใช้อำนาจเพื่อข่มขู่คุกคามคนอื่น และเนื่องจากตนเองขาดแคลนภาวะผู้นำเพราะไม่มีความกล้าหาญนั้น จึงต้องแสวงหาสิ่งอื่นๆ มาประกอบให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญ เช่น ความมั่งคั่ง ที่จะได้มาง่ายๆ ก็ด้วยการใช้อำนาจเบียดบังเอามานั้น ดังนั้นคนที่ชอบโกงกินจึงไม่ใช่คนกล้า แม้เขาอาจจะกล้ากินกล้าโกง แต่เขาก็ไม่กล้ารับผิด มีแต่จะยิ่งปกปิดความผิดให้รอดเร้นตลอดไป
ในทำนองเดียวกัน ผู้นำที่ขาดสติปัญญาก็ไร้เกียรติยศและความสง่างาม สติปัญญาแสดงออกได้ง่ายที่สุดด้วยการพูดหรือการสื่อสาร และผู้นำในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ การพูดหรือการสื่อสารต่อสาธารณะจึงมีความสำคัญที่สุด อย่างที่มีสำนวนฝรั่งว่า “คำพูดคือนายเรา” เพราะเมื่อพูดอะไรออกไปคำพูดเหล่านั้นจะผูกมัดให้เราต้องเป็นไปหรือทำให้ได้อย่างนั้น หรือสำนวนไทยบอกว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” การพูดจึงสะท้อนถึง “วัฒนะ” หรือความดีงาม และ “อารยะ” หรือความเจริญก้าวหน้า ซึ่งถ้าเป็นคำพูดของผู้นำประเทศด้วยแล้ว ย่อมสะท้อนถึงความดีงาม และความเจริญก้าวหน้าของประชาชนในชาตินั้นๆ ด้วย
ที่สถาบันพระปกเกล้ามีหลักสูตรหนึ่งชื่อว่า “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย” แต่เดิมใช้ชื่อว่า “ผู้นำการเมืองยุคใหม่” ซึ่งเปิดสอนไปได้ 6 รุ่น ต่อมาคณะกรรมการสถาบันเห็นว่าควรจะสร้างผู้นำไปในทุกๆ วงการ เพราะผู้ที่มาเรียนในหลักสูตรนี้มาจากหลากหลายอาชีพ จึงได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อใหม่นี้ ซึ่งกำลังจะเปิดเป็นรุ่นที่ 3 ที่จะเริ่มเรียนในเดือน มี.ค.นี้ เป้าหมายหรือผลของหลักสูตรที่คาดหวังก็จัดลำดับไว้ว่า หนึ่ง จะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ นั่นก็คือความฉลาดรอบรู้หรือมีสติปัญญาอย่างพอเพียง สอง เป็นผู้มีจิตสาธารณะ เสียสละและทำเพื่อส่วนรวม แน่นอนว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตหรือมีความรับผิดชอบอย่างสูงต่อสังคม และสาม มีบุคลิกภาพที่เหมาะสม นั่นก็คือมีคุณธรรมจริยธรรมและพฤติกรรมที่จะสร้างและรักษาภาวะผู้นำนั้นให้อยู่ตัวคนดังกล่าวอย่างยั่งยืน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ไปนำและสร้างสังคมของพวกเขาต่อไป
เสียดายที่หลักสูตรนี้จำกัดอายุผู้เข้าศึกษาไว้ระหว่าง 2040 ปี แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้างถ้าเป็นบุคคลที่มีฐานะพิเศษซึ่งคณะกรรมการก็เคยอะลุ้มอล่วย และสำหรับนายกฯ ยิ่งลักษณ์น่าจะพอยกเว้นให้ได้ เกรงแต่ว่าท่านจะไม่สนใจหรือไม่พร้อมที่จะรับว่าท่านมีความบกพร่องในภาวะผู้นำอย่างที่ใครๆ เขาว่ากันนั้น
หลักสูตรนี้แต่เดิมเน้นการบรรยายถึง 6070% แต่ในรุ่นที่ 3 นี้จะลดลงไปให้เหลือการบรรยายแค่ 3040% หรือแม้แต่ในชั่วโมงบรรยายนั้นก็จะมีกิจกรรมให้นักศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการสร้างจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะในโครงงานของนักศึกษาจะมุ่งเน้นให้ลงพื้นที่ในบริเวณที่มีปัญหาและวิกฤตจริงๆ แม้กระทั่งการศึกษาดูงานในต่างประเทศก็จะให้ไปศึกษาปัญหาของประเทศที่ด้อยกว่าเรา ซึ่งคาดหวังว่าด้วยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและกระบวนการเรียนอย่างที่กล่าวมาจะทำให้เราได้ “ผู้นำคุณภาพ” เพิ่มขึ้นบ้าง
ขอย้ำว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตร “ผู้นำ” ไม่ใช่ “แกนนำ”







