posttoday
ผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย

ผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย

10 กุมภาพันธ์ 2556

แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ”

แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

แต่แรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง “โพลล์แท้ โพลล์เทียม” (คำว่า “โพลล์” ผู้เชี่ยวชาญท่านว่าต้องออกเสียงแค่ “โพ” ส่วน ลอ ลิง แม้จะตามหลังมาถึง 2 ตัวก็ให้กระดกลิ้นแค่แตะๆ ไว้ที่เพดานปาก) แต่เกรงว่าจะเป็นการสาวไส้ให้กากิน แปลว่าไม่ได้ประโยชน์ทั้งผู้อ่านและผู้เขียน เพราะไส้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและพวกเราก็ไม่ใช่กาที่จะชอบกินไส้เช่นนั้น

พอดีเมื่อวันพุธที่ 6 เปิดหน้าวิเคราะห์ของโพสต์ทูเดย์ในคอลัมน์ “ทุบโต๊ะ” เขียนโดยผู้ใช้นามปากกาว่า “คมนอกฝัก” (น่าจะเป็นคอลัมน์ใหม่แต่พอมาอยู่ใต้คอลัมน์ “จับทวนสวนกระแส” ของท่านสันทัด กรณี จึงทำให้สังเกตเห็นได้) กล่าวถึงนายกฯ คนสวยแห่งประเทศไทยว่าไม่ค่อยทำหน้าที่ในสภา โดยอ้างข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทยว่าขาดประชุมสภาถึง 75% และมอบดาวให้ 1 ดวง เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนขี้เกียจเหล่านี้ ทั้งยังสืบเนื่องไปถึงฉายา “ดาวดับ” ของเธอที่ได้รับจากสื่อมวลชนเมื่อปี 2554 นั้นด้วย

ไม่เฉพาะสังคมไทยเท่านั้นที่รู้แจ้งแล้วว่านายกฯ ของเรามี “ภาวะผู้นำบกพร่อง” (ไม่แน่ใจว่าจะโดยสุจริตหรือไม่) ในสังคมนานาชาติก็รู้ชัดเช่นกันถึงขนาดว่า “ขาดแคลนภาวะผู้นำ” นั่นเลยทีเดียว ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำให้คุณยิ่งลักษณ์ได้ฟื้นฟูและเสริมสร้างบุคลิกภาพเกี่ยวกับภาวะผู้นำนี้โดยด่วน หรือถ้าไม่มีก็ให้รีบแสวงหาโดยเร็ว ก่อนที่จะถูกปลดดาวจนไม่เหลืออะไรเลย

ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงเรื่องที่นายกฯ หนีประชุมสภาว่าเป็นความผิดร้ายแรงประการใด ประการแรก คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นแค่นายกรัฐมนตรีแต่ยังมีฐานะเป็นผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทยอีกด้วย เพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในลำดับที่ 1 จึงต้องมีความรับผิดชอบเป็นสองเท่าของ สส.อื่นๆ หนึ่งก็คือ ต้องทำหน้าที่ของ สส.ให้สมบูรณ์ และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ สส.ก็คือการร่วมประชุมสภา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน และสองก็คือ ในฐานะนายกรัฐมนตรีคุณต้องรับผิดชอบต่อสภา เพราะสภาเป็นผู้แต่งตั้งคุณ รวมทั้งต้องให้เกียรติสภาเพื่อแสดงเคารพต่อตัวแทนของประชาชน การหนีสภาจึงเป็นการหนีประชาชนและดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะไม่เคารพต่อสิทธิอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย

 

อีกประการหนึ่ง นายกรัฐมนตรีคือบุคคลสาธารณะที่มีความสำคัญยิ่งในระดับ “วีรลักษณ์แห่งสังคม” (มาจากภาษาอังกฤษว่า Idol of the Society) แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่าเป็น “หน้าตาของประเทศ” การกระทำใดๆ ของคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ย่อมต้องรับผลที่จะเกิดแก่สังคมทั้งประเทศโดยส่วนรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าว หรือแถลงต่อสาธารณะที่จะต้องละเอียดรอบคอบ ไม่พูดผิดๆ เชยๆ การสันถวะหรือมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ก็ต้องรักษากิริยาอาการให้เหมาะสม ไม่อ้อล้ออย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Flirt รวมถึงการแสดงออกถึงท่าทางในกิจกรรมอื่นๆ ก็ต้องให้รู้กาลเทศะและความพอเหมาะพอดี เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำ แต่ยังเป็น “หญิงไทย” อีกด้วย

ท่านนายกฯ คงจะมีที่ปรึกษาหรือคนที่อยากจะให้คำปรึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะขอคำปรึกษาหรือให้คำปรึกษาแก่ท่านบ้างว่า การหนีสภาและความพลาดพลั้งทางบุคลิกภาพต่างๆ ส่งผลเสียหายต่อประเทศไทยนี้เพียงใด แน่นอนว่าท่านนายกฯ หญิงคนนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนายกฯ ที่สำคัญเธอไม่ใช่นักการเมืองที่จะต้องทนได้ทุกอย่างอย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า “คอทั่งสันหลังเหล็ก” แต่ถ้าเธอมีความ “กล้าหาญ” ที่จะเผชิญปัญหาเหล่านั้นบ้างก็จะมีภาวะผู้นำสูงขึ้น

“ความกล้าหาญ” คือคุณสมบัติแรกสุดและน่าจะสำคัญที่สุดของความเป็นผู้นำ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้นำทั้งหลายมักจะเป็นผู้ชาย เพราะสังคมแต่โบราณเชื่อว่าผู้ชายแข็งแรงและ “เก่งกล้า” กว่าผู้หญิง อนึ่ง คำว่ากษัตริย์ที่มาจากคำว่า “ขัตติยะ” ก็แปลว่านักรบ และคุณสมบัติของนักรบก็คือความกล้าหาญ หรือวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลายที่ท่านเหล่านั้นได้รับการยกย่องก็เพราะความกล้าหาญของท่านในภาวะสงครามและวิกฤตต่างๆ ทั้งสิ้น รวมถึงผู้นำในวงสังคมต่างๆ และนักบริหารก็ล้วนจะต้องมีความกล้าหาญในการที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือ ที่สุดเมื่อคนเหล่านั้นขาดความกล้าหาญ ความเคารพนับถือที่ได้จากคนอื่นก็ย่อมจะหมดไปด้วย

ปราชญ์โบราณพบว่า “ความกล้าหาญ” เป็นคุณธรรมที่เป็นสิ่งเดียวกับ “ความซื่อสัตย์” เช่นเดียวกันกับ “สติปัญญา” ที่คู่กันกับ “เกียรติยศ” หรือ “ความสง่างาม” นั่นก็คือ คนที่ขี้ขลาดหวาดกลัวย่อมแสดงนัยถึงการปิดบังซ่อนเร้นอำพราง หรือเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญก็มุ่งแต่ใช้อำนาจเพื่อข่มขู่คุกคามคนอื่น และเนื่องจากตนเองขาดแคลนภาวะผู้นำเพราะไม่มีความกล้าหาญนั้น จึงต้องแสวงหาสิ่งอื่นๆ มาประกอบให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญ เช่น ความมั่งคั่ง ที่จะได้มาง่ายๆ ก็ด้วยการใช้อำนาจเบียดบังเอามานั้น ดังนั้นคนที่ชอบโกงกินจึงไม่ใช่คนกล้า แม้เขาอาจจะกล้ากินกล้าโกง แต่เขาก็ไม่กล้ารับผิด มีแต่จะยิ่งปกปิดความผิดให้รอดเร้นตลอดไป

ในทำนองเดียวกัน ผู้นำที่ขาดสติปัญญาก็ไร้เกียรติยศและความสง่างาม สติปัญญาแสดงออกได้ง่ายที่สุดด้วยการพูดหรือการสื่อสาร และผู้นำในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ การพูดหรือการสื่อสารต่อสาธารณะจึงมีความสำคัญที่สุด อย่างที่มีสำนวนฝรั่งว่า “คำพูดคือนายเรา” เพราะเมื่อพูดอะไรออกไปคำพูดเหล่านั้นจะผูกมัดให้เราต้องเป็นไปหรือทำให้ได้อย่างนั้น หรือสำนวนไทยบอกว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” การพูดจึงสะท้อนถึง “วัฒนะ” หรือความดีงาม และ “อารยะ” หรือความเจริญก้าวหน้า ซึ่งถ้าเป็นคำพูดของผู้นำประเทศด้วยแล้ว ย่อมสะท้อนถึงความดีงาม และความเจริญก้าวหน้าของประชาชนในชาตินั้นๆ ด้วย

ที่สถาบันพระปกเกล้ามีหลักสูตรหนึ่งชื่อว่า “ผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย” แต่เดิมใช้ชื่อว่า “ผู้นำการเมืองยุคใหม่” ซึ่งเปิดสอนไปได้ 6 รุ่น ต่อมาคณะกรรมการสถาบันเห็นว่าควรจะสร้างผู้นำไปในทุกๆ วงการ เพราะผู้ที่มาเรียนในหลักสูตรนี้มาจากหลากหลายอาชีพ จึงได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อใหม่นี้ ซึ่งกำลังจะเปิดเป็นรุ่นที่ 3 ที่จะเริ่มเรียนในเดือน มี.ค.นี้ เป้าหมายหรือผลของหลักสูตรที่คาดหวังก็จัดลำดับไว้ว่า หนึ่ง จะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ นั่นก็คือความฉลาดรอบรู้หรือมีสติปัญญาอย่างพอเพียง สอง เป็นผู้มีจิตสาธารณะ เสียสละและทำเพื่อส่วนรวม แน่นอนว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตหรือมีความรับผิดชอบอย่างสูงต่อสังคม และสาม มีบุคลิกภาพที่เหมาะสม นั่นก็คือมีคุณธรรมจริยธรรมและพฤติกรรมที่จะสร้างและรักษาภาวะผู้นำนั้นให้อยู่ตัวคนดังกล่าวอย่างยั่งยืน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ไปนำและสร้างสังคมของพวกเขาต่อไป

เสียดายที่หลักสูตรนี้จำกัดอายุผู้เข้าศึกษาไว้ระหว่าง 2040 ปี แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้างถ้าเป็นบุคคลที่มีฐานะพิเศษซึ่งคณะกรรมการก็เคยอะลุ้มอล่วย และสำหรับนายกฯ ยิ่งลักษณ์น่าจะพอยกเว้นให้ได้ เกรงแต่ว่าท่านจะไม่สนใจหรือไม่พร้อมที่จะรับว่าท่านมีความบกพร่องในภาวะผู้นำอย่างที่ใครๆ เขาว่ากันนั้น

หลักสูตรนี้แต่เดิมเน้นการบรรยายถึง 6070% แต่ในรุ่นที่ 3 นี้จะลดลงไปให้เหลือการบรรยายแค่ 3040% หรือแม้แต่ในชั่วโมงบรรยายนั้นก็จะมีกิจกรรมให้นักศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการสร้างจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะในโครงงานของนักศึกษาจะมุ่งเน้นให้ลงพื้นที่ในบริเวณที่มีปัญหาและวิกฤตจริงๆ แม้กระทั่งการศึกษาดูงานในต่างประเทศก็จะให้ไปศึกษาปัญหาของประเทศที่ด้อยกว่าเรา ซึ่งคาดหวังว่าด้วยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและกระบวนการเรียนอย่างที่กล่าวมาจะทำให้เราได้ “ผู้นำคุณภาพ” เพิ่มขึ้นบ้าง

ขอย้ำว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตร “ผู้นำ” ไม่ใช่ “แกนนำ”

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่