
"USD Futures"ทางเลือกการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ภาวะเศรษฐกิจการเงินโลกและของประเทศไทยเองรวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวแข็งค่าหรืออ่อนค่าได้ตามสถานการณ์ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีการค้าขายกับต่างประเทศและไม่ต้องการมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็มักจะทำธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ เพื่อให้ทราบถึงรายได้หรือต้นทุนของการขายสินค้าเป็นเงินบาทที่แน่นอน
ภาวะเศรษฐกิจการเงินโลกและของประเทศไทยเองรวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวแข็งค่าหรืออ่อนค่าได้ตามสถานการณ์ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีการค้าขายกับต่างประเทศและไม่ต้องการมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็มักจะทำธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ เพื่อให้ทราบถึงรายได้หรือต้นทุนของการขายสินค้าเป็นเงินบาทที่แน่นอน
โดยวิธีการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นิยมและคุ้นเคยกันมากที่สุด ได้แก่ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (สัญญา Forward) กับธนาคารพาณิชย์
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการซื้อขายสัญญา Forward แล้วยังมีอีกหลายวิธีที่ผู้ประกอบการสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ โดยหนึ่งในทางเลือกซึ่งหลายท่านอาจยังไม่คุ้นเคยหรือยังไม่รู้จักกันคือ การซื้อขายสัญญา USD Futures
สัญญา USD Futures คืออะไร และใช้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักในเบื้องต้นกันครับ
USD Futures เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนได้ โดยเป็นการทำสัญญาซื้อหรือขายเงินดอลลาร์กันในอนาคตตามราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันคล้ายกับการทำสัญญา Forward แต่การซื้อขายจะทำผ่านตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) แทนที่จะเป็นการซื้อขายกับธนาคารพาณิชย์เหมือนสัญญา Forward ทั่วไป
อย่างไรก็ดี การซื้อขาย USD Futures มีข้อแตกต่างจากการซื้อขายสัญญา Forward ในประเด็นสำคัญที่ควรทราบ ได้แก่ 1) สัญญา USD Futures มีลักษณะเป็นสัญญามาตรฐาน โดยขนาดสัญญามีมูลค่าสัญญาละ 1,000 เหรียญสหรัฐ และมีระยะเวลาส่งมอบตามที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น ณ สิ้นเดือนนั้น หรือสิ้นเดือนถัดไป เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากสัญญา Forward ที่ลูกค้าสามารถระบุจำนวนเงินและวันส่งมอบตามที่ต้องการได้
ดังนั้น ผู้ที่ใช้ USD Futures ในการป้องกันความเสี่ยงจะต้องมีการบริหารการซื้อขายสัญญาให้เหมาะกับภาระผูกพันที่จะป้องกันความเสี่ยง เช่น หากท่านมีภาระผูกพันที่จะส่งมอบในวันที่ 15 ม.ค. 2556 ท่านจะต้องซื้อขายสัญญา USD futures ที่มีระยะเวลาส่งมอบเกินกว่าภาระผูกพัน เช่น สัญญาที่มีระยะเวลาส่งมอบสิ้นเดือน ม.ค. 2556 และทำการซื้อขายด้านตรงข้ามเพื่อปิดสัญญาดังกล่าวในวันที่ภาระผูกพันส่งมอบเพื่อปิดความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องมีการศึกษาและสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้สัญญาก่อน
2) การซื้อขาย USD Futures สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีวงเงิน หรือ Credit Line กับธนาคารพาณิชย์เหมือนการทำสัญญา Forward แต่ต้องมีการเปิดบัญชีซื้อขายกับนายหน้าซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ (Broker) ก่อน และต้องมีการวางเงินส่วนหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันการซื้อขาย โดยหากมีการซื้อขายสัญญาเกิดขึ้น Broker จะคำนวณกำไรขาดทุนให้ผู้ลงทุนทุกวันตามค่าเงินที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
ซึ่งในกรณีที่มีผลขาดทุนจากการซื้อขายสัญญาจนเงินหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจต้องมีการเรียกหลักประกันเพิ่มเพื่อให้เงินประกันอยู่ในเกณฑ์ตามที่กำหนด
3) การซื้อขาย USD Futures จะไม่มีการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐกันจริงทั้งจำนวนเหมือนการทำสัญญา Forward แต่จะมีการส่งมอบเฉพาะส่วนต่างของค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปจากราคาที่ตกลงซื้อขายในสัญญา ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวเมื่อนำไปรวมกับการซื้อขายเงินดอลลาร์ในวันที่ต้องมีการรับส่งมอบเงินกับคู่ค้าแล้ว จะให้ผลโดยรวมที่ใกล้เคียงกับการซื้อขายสัญญา Forward ยกตัวอย่างเช่น หากในวันที่ 1 ม.ค. 2555 ผู้ประกอบการทำการขาย (Short) USD futures ที่ราคา 31.00 บาท/เหรียญสหรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินค่าสินค้าที่จะมีการรับมอบในวันที่ 1 ก.พ. 2555 เมื่อถึงเวลารับมอบเงินค่าสินค้าดังกล่าว หากค่าเงินบาทและราคา USD Futures เคลื่อนไหวไปอยู่ที่ 30.50 บาท/ เหรียญสหรัฐ ผู้ประกอบการจะได้กำไรจากการขายสัญญา USD Futures ที่ 0.50 บาท/ เหรียญสหรัฐโดยประมาณ ซึ่งเมื่อนำกำไรดังกล่าวไปรวมกับการนำเงินค่าสินค้ามาขายกับธนาคารพาณิชย์ได้ที่อัตรา 30.50 บาท/เหรียญสหรัฐแล้ว จะมีผลเสมือนกับการขายเงินเหรียญสหรัฐได้ที่ 31.00 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับการทำสัญญาขายเงินเหรียญสหรัฐ Forward ไว้ที่ 31.00 บาท/เหรียญสหรัฐนั่นเอง
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของการจัดตั้งตลาด USD Futures ในต่างประเทศ พบว่ามีหลายประเทศ เช่น ประเทศอินเดียหรือเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งตลาด โดยมีปริมาณธุรกรรมต่อวันค่อนข้างสูงและมีกลุ่มผู้เล่นค่อนข้างหลากหลาย ในขณะที่ประเทศไทยเองได้มีการจัดตั้งตลาด USD Futures ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2555 ที่ผ่านมา และมีปริมาณธุรกรรมในแต่ละวันในระดับที่มากพอสมควร โดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 1,0004,000 สัญญาต่อวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในแต่ละช่วง
ถ้าท่านผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจรู้สึกว่าการใช้สัญญา USD Futures อาจมีความซับซ้อนในการใช้หรือทำความเข้าใจได้ยากกว่าอยู่พอสมควร แล้วการใช้ USD Futures มีข้อดีอย่างไร ใช้การซื้อขายสัญญา Forward กับธนาคารพาณิชย์ที่คุ้นเคยอยู่แล้วดีกว่าหรือไม่
ผมขอเรียนชี้แจงว่าประโยชน์ที่ท่านอาจได้รับจากการทำธุรกรรม USD Futures มีอยู่ 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1) การซื้อขาย USD Futures ไม่ต้องมีวงเงินหรือ Credit Line กับธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงแต่ไม่มีวงเงินหรือ Credit Line ในการซื้อขายสัญญา Forward กับธนาคารพาณิชย์ ก็สามารถใช้ USD Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยงเป็นการทดแทนได้ เพียงแต่ต้องมีการวางเงินส่วนหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันการซื้อขายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
2) เป็นทางเลือกของการป้องกันความเสี่ยงที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากราคาของอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายในสัญญา USD futures กับสัญญา Forward ณ ขณะใดขณะหนึ่งอาจไม่เท่ากัน ซึ่งในบางครั้งราคาของการทำสัญญา USD Futures อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาของการทำสัญญา Forward โดยขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในขณะนั้นและขึ้นอยู่กับทิศทางที่ท่านเลือกทำสัญญาด้วยว่าเลือกด้านซื้อหรือขาย
ดังนั้น การพิจารณาเลือกใช้สัญญา USD Futures หรือ Forward ที่เหมาะสมตามราคาตลาดในขณะนั้น ก็อาจช่วยให้ท่านมีต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงที่ถูกลงได้
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า USD Futures เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการใช้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจในธุรกรรมสักหน่อยสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่คุ้นเคย โดยท่านสามารถที่จะขอคำแนะนำในการซื้อขายได้จาก Broker ที่ท่านเป็นลูกค้า ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้คำแนะนำในการซื้อขายให้แก่ทุกท่าน รวมถึงอาจหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น Website ของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) เพื่อทำความเข้าใจ
แล้วท่านจะเห็นว่าการใช้ USD Futures เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงินทำได้ไม่ยาก และอาจช่วยให้ท่านเข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นและในต้นทุนที่ถูกลงครับ
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







