
ฟื้นตัวอียูส่อสะดุด เงินยูโรแข็งฉุดวิกฤตดิ่งหนัก
ทำสถิติประเดิมต้นปีกันทีเดียว สำหรับสกุลเงินยูโร ที่ล่าสุดปิดตลาดในระดับที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2%
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทำสถิติประเดิมต้นปีกันทีเดียว สำหรับสกุลเงินยูโร ที่ล่าสุดปิดตลาดในระดับที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับอัตราช่วงสิ้นปี 2555 และนับเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในปีนี้ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันสกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นแล้ว 3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ 12% เมื่อเทียบกับเงินเยน 3.3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญออสเตรเลีย และ 6.8% เมื่อเทียบกับสกุลเงินปอนด์
แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่ดันให้ค่าเงินยูโรพุ่งขึ้นครั้งนี้คือ 1) ความเป็นไปได้ของสงครามค่าเงิน จากการที่บรรดาธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพื่อหวังให้เงินสกุลของประเทศตนเองอ่อนลงจนสินค้าส่งออกมีราคาถูกกว่าคู่แข่ง โดยยังไม่รวมธนาคารกลางอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ที่เข้ามาแทรกแซงค่าเงินของตนเองแล้วเช่นกัน
และ 2) คือ สถานการณ์เศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศทั่วโลกเริ่มกลับสู่ภาวะฟื้นตัวอย่างช้าๆ รวมถึงสถานการณ์ภายในภูมิภาคยุโรป เห็นได้จากผลสำรวจของมาร์กิต เผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของยูโรโซนในเดือน ม.ค. ปรับขึ้นแตะ 48.6 จาก 47.2 ในเดือน ธ.ค. 2555 จนนักลงทุนมีความมั่นใจที่จะกลับเข้ามาลงทุน รวมถึงการยอมเสี่ยงซื้อสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงในตลาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีของนักลงทุนส่วนใหญ่ ทว่า สำหรับบรรดาผู้นำ รัฐบาล นักวิเคราะห์ หรือประชาชนในสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะ 17 ชาติสมาชิกที่ใช้สกุลเงินเดียวกันอย่างยูโรโซน กลับอดรู้สึกเสียวสันหลังวูบไม่ได้
เพราะสกุลเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าส่งออกของภูมิภาคจนกลายเป็นการซ้ำเติมสถานะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของยูโรโซนในที่สุด โดย เอลกา บาร์ทชิ นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนเลย์ ต้องออกโรงเตือนว่า เมื่อสินค้าส่งออกแพงกว่าคู่แข่ง ผลกำไรของบริษัทต้องลดลงสวนทางกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้บรรยากาศของอียูที่กำลังไปได้สวยต้องหยุดชะงักหรือสะดุดลงแทบจะทันที
ความวิตกกังวลข้างต้นยืนยันได้จากความเห็นล่าสุดของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส ลุกขึ้นขัดแย้งกับเยอรมนีเพื่อเรียกร้องให้ยูโรโซนหาทางเข้ามาจัดการกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน ปิแอร์ มอสโควิชี รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า ค่าเงินยูโรในขณะนี้แข็งค่าเกินไป
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ถือเป็นธนาคารกลางของ 1 ใน 4 สกุลเงินสำรองหลักของโลกเพียงแห่งเดียวที่ยังไม่ดำเนินนโยบายแทรกแซงค่าเงินยูโร โดยบรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่าไม่ใช่เพราะไม่เต็มใจทำ แต่อีซีบีในขณะนี้ไม่มีความสามารถที่จะทำได้
สาเหตุสืบเนื่องมาจากการที่บรรดาธนาคารในกลุ่มยูโรโซนประกาศปรับลดจำนวนเงินจ่ายคืนเงินกู้แก่อีซีบี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการปล่อยเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำเป็นกรณีพิเศษครั้งล่าสุด ลงเหลือเพียง 3,500 ล้านยูโร (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ หลังจากที่เมื่อปลายเดือนที่แล้วสามารถจ่ายคืนเงินกู้แก่อีซีบีได้สูงถึง 1.37 แสนล้านยูโร (ราว 5.48 ล้านล้านบาท)
เหตุการณ์ข้างต้นย่อมส่งผลให้งบดุลบัญชีของอีซีบีมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านล้านยูโร ขัดแย้งกับข่าวดีก่อนหน้าที่เพิ่งจะพุ่งทุบสถิติแตะ 3.02 ล้านล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนมากกว่างบดุลบัญชีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กว่า 1 ใน 3 และสูงกว่าเศรษฐกิจเยอรมนีถึง 31%
ขณะที่สาเหตุอีกประการที่ทำให้อีซีบีไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินยูโรได้ยังสืบเนื่องมาจากการที่หัวเรือใหญ่ของกลุ่มอย่างนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล และวูล์ฟกัง ชอยเบิล รัฐมนตรีคลังแห่งเยอรมนี คัดค้านการแทรกแซงค่าเงินเสียงแข็ง แถมล่าสุดยังลุกขึ้นประณามการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐเสียอีก
ปัญหาข้างต้นยังไม่นับรวมถึงปัจจัยขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีแววว่าจะปะทุขึ้นมาสั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาคอีกระลอก โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาอื้อฉาวของภาคธนาคารอิตาลี กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี มาริอาโน ราฮอย แห่งสเปน จนขัดขวางกระบวนการปฏิรูปต่างๆ ของสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยูโรโซน
ทั้งนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า ถ้าสกุลเงินยูโรแข็งค่าเกินระดับ 1.40 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ภาระหนักจะตกอยู่กับภาคการส่งออก ที่จะส่งผลต่อสถานการณ์ของการจ้างงานและอัตราค่าแรงของประชาชนในภูมิภาคอีกต่อหนึ่งด้วย
แน่นอนว่า เมื่อถึงเวลานั้นเสียงคัดค้านทัดทานเพื่อไม่ให้แทรกแซงค่าเงินยูโรย่อมน่าจะลดน้อยลงไปด้วย โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้าไม่น้อย ถ้ายุโรปจะแพ้สงครามโดยไม่คิดแม้แต่จะหยิบอาวุธขึ้นสู้ ในเมื่อหลายประเทศทั่วโลกเริ่มปล่อยอาวุธเริ่มโรมรันห้ำหั่นกันไปเรียบร้อยแล้ว
ฟิลิเป การ์เซีย หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของอินฟอร์มาโกว เดอ แมร์กาโดส ในเปอร์โตริโก กล่าวว่า แม้ไม่ใช่ผู้ที่นิยมชมชอบมาตรการแทรกแซงจากภาครัฐ แต่ช่วงเวลานี้สงครามค่าเงินกำลังเกิดขึ้น ยุโรปจึงไม่ควรนิ่งเฉยยืนมองสถานการณ์ให้ผ่านเลยไป
เพราะอย่างน้อยที่สุด สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่โลกเศรษฐกิจการค้าเสรีอีกต่อไป ขณะเดียวกัน อียูน่าจะจำเป็นต้องเลือกเข้าร่วมสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง หรือเพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด







