posttoday
เวียดนามลุยผ่าตัดรัฐวิสาหกิจตัดวงจร"หนีเน่า"ฟื้นความเชื่อมั่น

เวียดนามลุยผ่าตัดรัฐวิสาหกิจตัดวงจร"หนีเน่า"ฟื้นความเชื่อมั่น

07 กุมภาพันธ์ 2556

เป็นประเด็นร้อนที่ทำให้หลายฝ่ายต้องหันมาจับตามอง “เวียดนาม” ในทันที เมื่อ เตรืองจิตรุง

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นประเด็นร้อนที่ทำให้หลายฝ่ายต้องหันมาจับตามอง “เวียดนาม” ในทันที เมื่อ เตรืองจิตรุง รัฐมนตรีช่วยคลังเวียดนาม ออกมาประกาศลั่นเมื่อวันที่4 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกำลังมีแผนการจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจกว่า 52 แห่งทั่วประเทศภายในกลางปีนี้ พร้อมทั้งย้ำว่า จะขายกิจการที่ไม่สำคัญออกสู่ตลาด เพื่อลบล้างหนี้เสียที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของประเทศภายในปี 2558 นี้

คำกล่าวของรัฐมนตรีช่วยคลังเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการเปิดเผยแผนการปฏิรูปกลุ่มรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ หรือดอยเหม่ย (Doi Moi) เมื่อปี 2529 นั้นนับเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากเป็นการมุ่งแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสิ่งที่ต้องทำมากที่สุดในขณะนี้

เพราะนอกเหนือจากผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จนทำให้การขยายตัวจีดีพีเวียดนามปีที่แล้วขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบ 13 ปี ที่ 5.03% อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่เหนี่ยวรั้งและทำให้เวียดนามเปลี่ยนสถานะจากดาวรุ่งทางเศรษฐกิจเมื่อ 5-6 ปีก่อน กลายสภาพมาเป็น “ดาวร่วง” ในพริบตาอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เกิดจากปัญหาหนี้เสียและการขาดทุนของเหล่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไร้ศักยภาพการแข่งขันในตลาดที่มีอยู่กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ

สะท้อนได้จากข้อมูลของกระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนาม ที่ออกมาเผยเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วว่า ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจทั้งประเทศซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 37% ของจีดีพี จะสามารถเข้าถึงสัดส่วนการปล่อยสินชื่อของธนาคารทั้งหมดที่ 60% และยังได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐถึง 70% ของงบความช่วยเหลือที่รัฐมีให้ทั้งประเทศ แต่ทว่ากลับสร้างผลผลิตให้กับการเติบโตของจีดีพีทั้งประเทศได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า หากว่ากันตามจริงแล้วสัดส่วน รัฐวิสาหกิจต่ออัตราส่วนของจีดีพีในประเทศน่าจะสูงขึ้นไปถึงที่ระดับ 70% เพราะตัวเลขทางการที่ออกมาที่ 37% นั้นยังไม่ได้นับรวมกับกิจการประเภทที่รัฐให้การสนับสนุนและบริษัทเอกชนที่มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เข้าไปด้วย

นอกจากนี้ ผลจากนโยบายของนายกรัฐมนตรี เหงียนตันดุง ที่เคยวาดหวังไว้เมื่อตอนขึ้นมาดำรงตำแหน่งใหม่ๆ ในปี 2549 ว่าต้องการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเป็นธงนำในการสร้างความเจริญให้กับเศรษฐกิจ โดยได้ให้ความช่วยเหลือโอบอุ้มผ่านมาตรการต่างๆ เพียงเพื่อจะหวังให้เป็นเหมือนกลุ่มธุรกิจแชโบลของเกาหลีใต้ ก็กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้เหล่าผู้บริหารรัฐวิสาหกิจต่างๆ นำเงินไปถลุงใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพและกระทำการทุจริต

ดังเห็นได้จากกรณีการจับกุม ซเวืองจี๊ยวุ๋ง อดีตประธาน บริษัท วินาไลน์สรัฐวิสาหกิจเดินเรือใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว หลังจากตรวจพบว่ากระทำการทุจริตและใช้จ่ายเงินมากผิดปกติ จนทำให้บริษัทดังกล่าวมีหนี้สินมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือว่ามากกว่าสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่ถึง 4 เท่าตัว

ฉะนั้น การดูแลอุ้มชูรัฐวิสาหกิจที่ไร้ศักยภาพและขาดกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง จึงกลายเป็นการสร้างภาระหนี้เสียขึ้นมา จนนำไปสู่การสร้างภาระทางการคลังรัฐบาลอย่างหนัก

ปัจจุบันตัวเลขทางการระดับหนี้เสียของรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศอยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของหนี้สาธารณะในประเทศ ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่ถูกนับรวมกับหนี้สินที่ยังไม่ถูกคิดคำนวณและซุกซ่อนอีก

ความเลวร้ายของปัญหาดังกล่าวดูเหมือนว่าจะทวีความน่ากลัวมากขึ้น เมื่อพบว่าปัญหาหนี้เสียในภาครัฐวิสาหกิจดังกล่าวดันมาเกิดขึ้นตรงกับในช่วงที่เวียดนามกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวพอดี ขณะที่รัฐบาลเองก็มีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้น เนื่องจากกังวงเรื่องเงินเฟ้อที่สูงถึง 7.07%

จึงไม่แปลกที่สื่อต่างชาติจะพากันขนานนามปัญหาในภาครัฐวิสาหกิจของเวียดนาม ว่าเปรียบเสมือน “ก้อนมะเร็งร้ายของเศรษฐกิจของประเทศ”

ปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาอย่างหนักนี้ได้ส่งผลสะเทือนไปยังฟากการเมือง และความเชื่อมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นแรงกดดันให้ เหงียนผูตง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ต้องออกมากล่าวขอโทษประชาชนทั้งประเทศเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ต่อการบริหารเศรษฐกิจประเทศผิดพลาดครั้งใหญ่ และปล่อยให้มีการขาดทุน การทุจริตเกิดขึ้นในกลุ่มรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ขึ้นมา

ขณะที่แผนการแก้ไขและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ประกาศออกมาล่าสุด ก็ถือเป็นหนึ่งในความพยายามในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการปฏิรูปที่สำคัญก็คือ การขายกิจการในส่วนที่ไม่สำคัญเพื่อแปรรูปภายในปี 2558 และลดการถือครองในกิจการที่ไม่สำคัญมากลงมาอยู่ที่ 5075%

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลุกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ในสายตาของผู้สันทัดกรณียังกังวลว่าจะอาจดำเนินการได้ไม่มากนัก เนื่องจากการปฏิรูปจะไปกระทบกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ โดยตรง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มักมีเส้นสายความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่และนักการเมืองระดับสูงของเวียดนามอยู่หลายคน

ฉะนั้น จึงต้องจับตาว่าแผนการปฏิรูปดังกล่าวจะช่วยเวียดนามไปได้ไกลแค่ไหน และจะช่วยให้เวียดนามกลับมาเติบโตได้อย่างร้อนแรงได้เหมือนเดิมอีกครั้งหรือไม่

เวลาเท่านั้นคือคำตอบ!

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69