
"ของฟรี"พ่วง"ปลอดภัย"พท.หวังมัดใจคนกรุง
นับถอยหลังเหลือเพียงเดือนเดียว ก็จะถึงศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
นับถอยหลังเหลือเพียงเดือนเดียว ก็จะถึงศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดือน ก.พ.นี้ จึงเป็นช่วงที่สนามเมืองกรุงทวีความดุเดือดมากที่สุด เพราะถือเป็นจุดสตาร์ตประกาศ “สงครามนโยบาย” หลังจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเข้มข้นไปด้วยกลยุทธ์การแข่งขันเปิดหน้าผู้สมัครชิงพื้นที่สื่อ เน้นสร้างความจดจำให้กับประชาชนเท่านั้น
แม้กระแส “พงศพัศไร้รอยต่อ” จะถูกจุดติดเป็นที่พูดถึงและจดจำได้เป็นวงกว้าง แต่แผนการณ์ทุกชั้นล้วนแต่ผ่านการกลั่นมาแล้วเป็นอย่างดีจากทีมยุทธศาสตร์เพื่อไทย
เห็นได้ชัดจากการวางแผ่นป้ายหาเสียง ไวนิล แผ่นพับ ตลอดจนสปอตโฆษณาที่ระดมยิง ทุกสิ่งล้วนใช้โทนสีขาวเป็นหลัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ทางพรรคยังกังวลว่า “สีแดง” อาจยังเป็น “ของแสลง” กับบรรดาคนชั้นกลางใน กทม.
เพื่อไทยเองทราบดีว่าไม่สามารถล้างคราบสีแดงออกจากพรรคได้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยุทธศาสตร์การหาเสียงจึงหันมาขาย “ตัวบุคคล” และ “นโยบาย” แทนที่จะเป็นตัวพรรค โดยข้อแรกประสบความสำเร็จระดับหนึ่งจากการที่พรรคเลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เข้ามาเป็นผู้ท้าชิง เพราะสถานะ “จูดี้” ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังมีภาพลักษณ์เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ฉาบเบื้องหน้า เป็นการจงใจส่องสปอตไลต์ให้คน กทม.เห็นภาพ ตัวผู้สมัครมากกว่าตัวพรรคเอง
“ผู้สมัคร” พรรคเพื่อไทยส่งเป็นหมัดแรก แต่ “นโยบาย” นั้นทางพรรคหวังใช้เป็นหมัดน็อกฝั่งตรงข้าม เพียงการเปิดเผยนโยบายระหว่างแคมเปญหาเสียงแค่ผิวเผิน
แต่ข้อเสนอ “สารพัดฟรี” ทั้งรถเมล์ เรือโดยสาร ยันเรือข้ามฟาก กลับส่งแรงสะเทือนไม่น้อย จนส่งผลให้พรรคตรงข้ามออกมาโจมตีว่าเป็นนโยบายขายฝัน ทำไม่ได้จริง และอาจอยู่นอกเหนืออำนาจของ กทม. แต่เดินหมากนี้อาจเข้าทางพรรคเพื่อไทย ที่ยึดคติ ยิ่งด่า ยิ่งดัง ประชาชนยิ่งจำได้ และสุดท้ายอาจเลือกกาเบอร์9 ในที่สุด เหมือนสนามเลือกตั้งใหญ่ปี 2554 ที่นโยบาย “สารพัดฟรี” ครั้งนั้นล้วนเคยถูกโจมตีรูปแบบเดียวกัน
ล่าสุด พงศพัศใส่เกียร์เปิดตัว 8 นโยบายเป็นทางการครั้งแรก ประกอบด้วย คุณภาพชีวิต โครงข่ายการจราจร อาชญากรรม ยาเสพติด บริหารจัดการน้ำ ขยะมลพิษ สร้างทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา และผุดสวนสาธารณะนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ครอบคลุมปัญหาพื้นฐานคนกรุงรอบด้าน
แต่ที่น่าสังเกต คือ พงศพัศเปิดซิงขึ้นแถลงนโยบายครั้งแรก แต่กลับเน้นลีลาคารมพูดปลุกใจ สส. สก. และ สข.พรรคให้ร่วมกันเข็นนโยบายเข้าสู่รั้วบ้านคนกรุงให้มากที่สุด แต่ในส่วนรายละเอียดของนโยบายที่หลายคนรอให้ขยายความนั้น เจ้าตัวกลับโยนให้ไปศึกษาในแผ่นพับดูกันเอง
ทั้งนี้ จูดี้ แทงกั๊กว่านโยบาย 8 ข้อเป็นเพียงปัญหาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ยังเหลืออีกเพียบรอทยอยเปิดตัวเสมือนเป็นการชี้แจงว่าไม่ได้ขาดการศึกษานโยบายแต่อย่างใด
สอดคล้องกับรายงานข่าวจากทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่ยืนยันว่า จูดี้ เข้าพรรคเทรนด์หนักเรื่องนโยบายอย่างเต็มที่ แต่สาเหตุที่ยังไม่เปิดตัวเต็มสูบตอนนี้ เป็นเพราะรอหมัดเด็ดน็อกฝ่ายตรงข้าม
หมัดเด็ดที่ว่าไม่ใช่รถ เรือ ฟรี แต่แหล่งข่าวจากเพื่อไทยแง้มว่า “ความปลอดภัย” เป็นทีเด็ดมัดใจทั้งคนชั้นกลางและชั้นล่างใน กทม. โดยนโยบายที่ว่า คือ “...จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังอาชญากรรมและอัคคีภัย โดยประสานงานเพื่อเชื่อมระบบซีซีทีวีระหว่าง กทม. ตำรวจ ตึกสูง นิติบุคคลหมู่บ้าน และคอนโดมิเนียมทั่ว กทม. ซึ่งจะเป็นศูนย์เฝ้าระวังอาชญากรรมและอัคคีภัยตลอด 24 ชม. เพื่อสามารถกำหนดเป้าหมายและประสานงานให้ทีมเจ้าหน้าที่นำอุปกรณ์เครื่องมือให้ความช่วยเหลือเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุได้ทันที”
รายงานจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า นโยบายนี้เกิดจากการตกผลึกร่วมกันของทีมยุทธศาสตร์พรรค ที่ใช้โมเดลเดียวกันกับมหานครนิวยอร์ก สหรัฐ และหลายเมืองในต่างประเทศ กล่าวคือ แทนที่ กทม. จะใช้กล้องซีซีทีวี ที่ กทม. เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว แต่หากลิงก์ระบบจากทุกบ้าน ทุกอาคาร ทุกบริษัทที่มีกล้องซีซีทีวีด้วย เท่ากับ กทม.จะมีกล้องทุกตัวใน กทม. เป็นหูตาในการเฝ้าระวังและเข้าช่วยเหลือทุกเหตุคดีได้ทันสถานการณ์
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า การแถลงอย่างเป็นทางการวานนี้ไม่ได้ขยายความในนโยบายทั้งหมด เพราะ 8 ข้อเป็นเพียงนโยบายพื้นฐานเฟสแรกใน 4 เฟสเท่านั้น หลังจากนี้อาจมีการนำผุดนโยบายใหม่ หรือนำ 1 ใน 8 มาขยายความเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรมให้คนกรุงเห็นชัดขึ้น และจะทยอยเปิดตัวนโยบายทุกวันพุธ โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้หัวเรือใหญ่ จาตุรนต์ ฉายแสงและ คณวัฒน์ วศินสังวร หัวเรือใหญ่คุมนโยบายทั้ง 4 เฟส
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนหันดูผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2552 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากประชาธิปัตย์ เอาชนะ ยุรนันท์ ภมรมนตรี จากเพื่อไทย ไปด้วยคะแนน 934,602 ต่อ 611,699 คะแนน แต่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนั้น คิดเป็น 51.1% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.1 ล้านคน เท่ากับมี “พลังเงียบ” ที่ยังไม่ออกมาใช้สิทธิอีกกว่าเท่าตัว
ขณะที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2554 นั้น เฉพาะในพื้นที่ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1,277,098 คะแนน ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทย ได้ไปไม่น้อยถึง 1,208,972 คะแนน ทิ้งห่างเพียง 68,126 คะแนนเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าสนามเลือกตั้งท้องถิ่นย่อมมีคนใช้สิทธิน้อยกว่าสนามเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นความท้าทายของฟากเพื่อไทย จึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้เสียงโหวตพรรคเมื่อปี 2554 ไม่กลายเป็นพลังเงียบจนต้องพ่ายแพ้ให้ขั้วตรงข้ามเหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยปี2552 ที่ผ่านมา







