posttoday

อนาคตของชาติในมือของท่านจริงๆ

25 มกราคม 2556

งานวันเด็กแห่งชาติปีที่ผ่านมามีการจัดงานเพื่อสร้าง “คุณค่า” ให้เด็กอย่างมากมาย เนื่องจาก “เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” หรือ “เด็ก คือ อนาคตของชาติ”

งานวันเด็กแห่งชาติปีที่ผ่านมามีการจัดงานเพื่อสร้าง “คุณค่า” ให้เด็กอย่างมากมาย เนื่องจาก “เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” หรือ “เด็ก คือ อนาคตของชาติ”

“วันเด็ก” เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2498 โดยสหประชาชาติได้เสนอให้จัดงานวันนี้ขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวในการให้ความสำคัญแก่เด็ก ปรากฏว่ามี 40 ประเทศเห็นพ้องด้วย และกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. เป็น “วันเด็กแห่งชาติ”

ประเทศไทยโดยกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2498 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญต่อความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

ต่อมารัฐบาลได้พิจารณาว่าเดือน ต.ค. เป็นช่วงปลายฤดูฝน เด็กอาจไม่ได้รับความสะดวกในการไปเที่ยวชมงาน จึงมีมติให้เปลี่ยนวันเด็กแห่งชาติเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็ก มาเริ่มจัดในเดือน ม.ค. 2508

นอกจากนี้ ยังกำหนดวัตถุประสงค์ใหม่ 4 ประการ คือ (1) เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ (2) เพื่อให้เด็กและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (3) เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และ (4) เพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

จากวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กทั้งสองยุค จะเห็นว่า ต้องการให้ผู้ใหญ่ตระหนักรู้ว่า มีหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนเด็กให้เป็นพลเมืองดี ให้การสงเคราะห์เด็กที่ด้อยโอกาส และให้ความสนใจกับการปฏิบัติต่อเด็กตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ และเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีร่วมกันในการหล่อหลอมเด็กให้เป็นพลเมืองดีของชาติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรธัมโมวาทของสมเด็จพระสังฆราช และคำขวัญของนายกรัฐมนตรี ในโอกาสงานวันเด็กมาเผยแพร่ เพื่อให้ข้อคิดในการปลูกฝังสั่งสอนเด็กให้เป็น “พลเมืองดี” และแสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ

ในปีนี้รัฐบาลได้อ้างอิงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้เมื่อปี 2528 ความว่า

“คนทุกคนมีภาระต้องทำ แม้เป็นเด็ก ก็มีภาระอย่างเด็ก คือ ศึกษาเล่าเรียน หมายความว่าจะต้องเรียนให้รู้วิชา ฝึกหัดการทำงานต่างๆ ให้เป็น อบรมขัดเกลาความประพฤติและจิตใจให้ประณีต ให้สุจริตแจ่มใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักโตขึ้นเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง”

ส่วนพระวรธัมโมวาทของสมเด็จพระสังฆราช ปี 2556 มีความตอนหนึ่งว่า

“...แต่การที่เด็กจะเป็นคนดีมีความเจริญก้าวหน้าได้ตามที่ทุกคนปรารถนาต้องการนั้น ผู้ใหญ่ในครอบครัว สังคม และชาติบ้านเมืองก็จะต้องทำดี เป็นคนดี และเป็นตัวอย่างที่ดี ให้เด็กได้เห็นเป็นแบบอย่าง ให้เด็กได้ทำตามเป็นบทเรียน ให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจจากการกระทำ จนเกิดเป็นนิสัย หรือความเคยชินประจำตัว...”

จากพระบรมราโชวาทและพระธัมโมวาทที่คัดลอกมานี้ อาจสรุปได้ว่า ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการปลูกฝังสั่งสอนให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ และทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ด้วยการให้การศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี มีเหตุผล และซื่อสัตย์สุจริต โดยผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กปฏิบัติตาม ดังวรรคทองที่ว่า “ทำดีให้เด็กดู เป็นครูให้เด็กเห็น”

สำหรับคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นแนวคิดในการพัฒนาเด็กให้มี “คุณค่า” (Values) เหมาะสมที่จะเป็น “พลเมืองดี” พร้อมที่จะเป็น “พลังของแผ่นดิน” ในทัศนะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งปีนี้ได้กำหนดว่า “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาสู่อาเซียน”

ตามปกติแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการหล่อหลอมให้เด็กเป็น “คนดีคนเก่ง” ต้องนำคำขวัญนี้ไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ โครงการ และแผนงานในการพัฒนาเด็กไปสู่เป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า คำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีในแต่ละปีแตกต่างกัน ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถนำไปปลูกฝังให้กับเด็กจนเกิดเป็นลักษณะนิสัยได้ทัน คำขวัญจึงไม่เกิด “คุณค่า”

ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มอบคำขวัญวันเด็กปี 2555 ว่า “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” ค่านิยม “สามัคคี คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” อาจยังไม่เกิดประสิทธิผล ต้องดำเนินการต่อ และเพิ่มการสร้าง “รักษาวินัย นำพาสู่อาเซียน” ให้กับเด็กอีก ซึ่งอาจจะมากเกินทรัพยากรที่มี

ขณะเดียวกัน ฝ่ายข้าราชการประจำ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556 ชื่อ “ต้นกล้าของความซื่อสัตย์” เพื่อเผยแพร่ข้อเขียนของเด็กที่ผ่านการคัดเลือกจากผลงานที่ส่งมาถึงกองบรรณาธิการหนังสือวันเด็ก สพฐ.ตลอดปีที่ผ่านมา จำนวน 16 เรื่อง

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เข้าใจทันทีว่า ปัญหาสำคัญของชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขในมุมมองของเด็ก คือ ความคดโกงของคนในชาติ และเสนอให้มีการรณรงค์ปลูกฝังค่านิยม “ความซื่อสัตย์” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งค่านิยมนี้ไม่มีในคำขวัญของนายกรัฐมนตรี

เรื่องนี้ตรงกับเอแบคโพลล์ ที่สอบถาม“สิ่งที่อยากขอจากผู้ใหญ่ในประเทศในวันเด็ก” สรุปได้ว่า

ร้อยละ 60.0 ต้องการ “ทำดีให้เด็กดูก่อน อย่าโทษแต่เด็ก”

ร้อยละ 57.9 ต้องการ “ขอให้ผู้ใหญ่มีความซื่อสัตย์ เลิกคดโกง”

ร้อยละ 56.2 ต้องการ “ช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่แบ่งฝ่าย ไม่แตกแยก”

จากความต้องการของเด็กทั้งสองกรณี จะเห็นว่า ค่านิยมที่เด็กอยากให้ผู้ใหญ่สร้างให้ คือ “ความซื่อสัตย์” และขอให้ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างให้กับเด็กในเรื่อง “ไม่คดโกง” และ “มีความสามัคคี”

“ความสามัคคี” ตรงกับคำขวัญวันเด็กปี 2555 อยู่แล้ว จึงคาดว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้วางยุทธศาสตร์ในการสร้างลักษณะนิสัยเด็กให้มีระเบียบวินัย เคารพในกฎ กติกา มารยาท ที่เป็นบรรทัดฐานของสังคมไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่มีการเอาเปรียบและละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน ความสามัคคีในสังคมไทยก็จะเกิดขึ้น โดยปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ “ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่าง”

ส่วน “ความซื่อสัตย์” พบว่าอยู่ในคำขวัญวันเด็กของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ในปี 2541 และ 2542 ต่อมาได้มีการใช้คำว่า “คุณธรรม” ซึ่งเป็นความหมายอย่างกว้างในปี 2543, 2544, 2550 และ 2553 เท่านั้น แต่ไม่พบแผนงานของรัฐในการสร้าง “ความซื่อสัตย์” ให้กับคนในชาติที่ชัดเจน

อาจมีเพียงโครงการ “โตไปไม่โกง” ที่ภาคประชาสังคมดำเนินการอยู่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ประกอบกับมีข่าวปรากฏในสื่อทุกประเภทอยู่เสมอว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของชนชั้นนำในสังคม

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จึงคาดหวังว่า รัฐบาลจะได้ตอบสนองความต้องการของเด็กตามเจตนารมณ์ของการจัดงานวันเด็ก ด้วยการกำหนดให้ “ซื่อสัตย์สุจริต” เป็นค่านิยมของชาติที่จะปลูกฝังให้กับเด็ก

และรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ได้แก่ นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้นำในสังคมทุกคน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือน ส.ค. 2554 เครือข่ายภาคประชาชนได้เสนอ “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” และร้องขอให้รัฐบาลประกาศตนเป็น “รัฐบาลแห่งความซื่อตรง” ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน จึงหวังว่ารัฐบาลจะนำเรื่องนี้มาปัดฝุ่น และดำเนินการตามที่ภาคประชาชนเสนอแนะโดยเร็วเพราะเป็นเรื่องที่ “ตรงกัน”

เพียงเท่านี้ อนาคตของชาติไทยที่รักยิ่งของพวกเราก็จะสดใสและเจริญก้าวหน้า

เพราะเด็กได้รับการปลูกฝังค่านิยม “ซื่อตรง” (Integrity) อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็น “แบบอย่างที่ดี” ให้กับเด็กและคนในสังคม m&<2288;

งานวันเด็กแห่งชาติปีที่ผ่านมามีการจัดงานเพื่อสร้าง “คุณค่า” ให้เด็กอย่างมากมาย เนื่องจาก “เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” หรือ “เด็ก คือ อนาคตของชาติ”

“วันเด็ก” เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2498 โดยสหประชาชาติได้เสนอให้จัดงานวันนี้ขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวในการให้ความสำคัญแก่เด็ก ปรากฏว่ามี 40 ประเทศเห็นพ้องด้วย และกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. เป็น “วันเด็กแห่งชาติ”

ประเทศไทยโดยกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2498 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญต่อความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

ต่อมารัฐบาลได้พิจารณาว่าเดือน ต.ค. เป็นช่วงปลายฤดูฝน เด็กอาจไม่ได้รับความสะดวกในการไปเที่ยวชมงาน จึงมีมติให้เปลี่ยนวันเด็กแห่งชาติเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค. มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็ก มาเริ่มจัดในเดือน ม.ค. 2508

นอกจากนี้ ยังกำหนดวัตถุประสงค์ใหม่ 4 ประการ คือ (1) เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ (2) เพื่อให้เด็กและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (3) เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และ (4) เพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

จากวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กทั้งสองยุค จะเห็นว่า ต้องการให้ผู้ใหญ่ตระหนักรู้ว่า มีหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนเด็กให้เป็นพลเมืองดี ให้การสงเคราะห์เด็กที่ด้อยโอกาส และให้ความสนใจกับการปฏิบัติต่อเด็กตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ และเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีร่วมกันในการหล่อหลอมเด็กให้เป็นพลเมืองดีของชาติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรธัมโมวาทของสมเด็จพระสังฆราช และคำขวัญของนายกรัฐมนตรี ในโอกาสงานวันเด็กมาเผยแพร่ เพื่อให้ข้อคิดในการปลูกฝังสั่งสอนเด็กให้เป็น “พลเมืองดี” และแสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ

ในปีนี้รัฐบาลได้อ้างอิงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้เมื่อปี 2528 ความว่า

“คนทุกคนมีภาระต้องทำ แม้เป็นเด็ก ก็มีภาระอย่างเด็ก คือ ศึกษาเล่าเรียน หมายความว่าจะต้องเรียนให้รู้วิชา ฝึกหัดการทำงานต่างๆ ให้เป็น อบรมขัดเกลาความประพฤติและจิตใจให้ประณีต ให้สุจริตแจ่มใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักโตขึ้นเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง”

ส่วนพระวรธัมโมวาทของสมเด็จพระสังฆราช ปี 2556 มีความตอนหนึ่งว่า

“...แต่การที่เด็กจะเป็นคนดีมีความเจริญก้าวหน้าได้ตามที่ทุกคนปรารถนาต้องการนั้น ผู้ใหญ่ในครอบครัว สังคม และชาติบ้านเมืองก็จะต้องทำดี เป็นคนดี และเป็นตัวอย่างที่ดี ให้เด็กได้เห็นเป็นแบบอย่าง ให้เด็กได้ทำตามเป็นบทเรียน ให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจจากการกระทำ จนเกิดเป็นนิสัย หรือความเคยชินประจำตัว...”

จากพระบรมราโชวาทและพระธัมโมวาทที่คัดลอกมานี้ อาจสรุปได้ว่า ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการปลูกฝังสั่งสอนให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ และทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ด้วยการให้การศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี มีเหตุผล และซื่อสัตย์สุจริต โดยผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กปฏิบัติตาม ดังวรรคทองที่ว่า “ทำดีให้เด็กดู เป็นครูให้เด็กเห็น”

สำหรับคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นแนวคิดในการพัฒนาเด็กให้มี “คุณค่า” (Values) เหมาะสมที่จะเป็น “พลเมืองดี” พร้อมที่จะเป็น “พลังของแผ่นดิน” ในทัศนะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งปีนี้ได้กำหนดว่า “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาสู่อาเซียน”

ตามปกติแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการหล่อหลอมให้เด็กเป็น “คนดีคนเก่ง” ต้องนำคำขวัญนี้ไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ โครงการ และแผนงานในการพัฒนาเด็กไปสู่เป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า คำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีในแต่ละปีแตกต่างกัน ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถนำไปปลูกฝังให้กับเด็กจนเกิดเป็นลักษณะนิสัยได้ทัน คำขวัญจึงไม่เกิด “คุณค่า”

ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มอบคำขวัญวันเด็กปี 2555 ว่า “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” ค่านิยม “สามัคคี คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” อาจยังไม่เกิดประสิทธิผล ต้องดำเนินการต่อ และเพิ่มการสร้าง “รักษาวินัย นำพาสู่อาเซียน” ให้กับเด็กอีก ซึ่งอาจจะมากเกินทรัพยากรที่มี

ขณะเดียวกัน ฝ่ายข้าราชการประจำ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556 ชื่อ “ต้นกล้าของความซื่อสัตย์” เพื่อเผยแพร่ข้อเขียนของเด็กที่ผ่านการคัดเลือกจากผลงานที่ส่งมาถึงกองบรรณาธิการหนังสือวันเด็ก สพฐ.ตลอดปีที่ผ่านมา จำนวน 16 เรื่อง

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เข้าใจทันทีว่า ปัญหาสำคัญของชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขในมุมมองของเด็ก คือ ความคดโกงของคนในชาติ และเสนอให้มีการรณรงค์ปลูกฝังค่านิยม “ความซื่อสัตย์” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งค่านิยมนี้ไม่มีในคำขวัญของนายกรัฐมนตรี

เรื่องนี้ตรงกับเอแบคโพลล์ ที่สอบถาม“สิ่งที่อยากขอจากผู้ใหญ่ในประเทศในวันเด็ก” สรุปได้ว่า

ร้อยละ 60.0 ต้องการ “ทำดีให้เด็กดูก่อน อย่าโทษแต่เด็ก”

ร้อยละ 57.9 ต้องการ “ขอให้ผู้ใหญ่มีความซื่อสัตย์ เลิกคดโกง”

ร้อยละ 56.2 ต้องการ “ช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่แบ่งฝ่าย ไม่แตกแยก”

จากความต้องการของเด็กทั้งสองกรณี จะเห็นว่า ค่านิยมที่เด็กอยากให้ผู้ใหญ่สร้างให้ คือ “ความซื่อสัตย์” และขอให้ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างให้กับเด็กในเรื่อง “ไม่คดโกง” และ “มีความสามัคคี”

“ความสามัคคี” ตรงกับคำขวัญวันเด็กปี 2555 อยู่แล้ว จึงคาดว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้วางยุทธศาสตร์ในการสร้างลักษณะนิสัยเด็กให้มีระเบียบวินัย เคารพในกฎ กติกา มารยาท ที่เป็นบรรทัดฐานของสังคมไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่มีการเอาเปรียบและละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน ความสามัคคีในสังคมไทยก็จะเกิดขึ้น โดยปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ “ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่าง”

ส่วน “ความซื่อสัตย์” พบว่าอยู่ในคำขวัญวันเด็กของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ในปี 2541 และ 2542 ต่อมาได้มีการใช้คำว่า “คุณธรรม” ซึ่งเป็นความหมายอย่างกว้างในปี 2543, 2544, 2550 และ 2553 เท่านั้น แต่ไม่พบแผนงานของรัฐในการสร้าง “ความซื่อสัตย์” ให้กับคนในชาติที่ชัดเจน

อาจมีเพียงโครงการ “โตไปไม่โกง” ที่ภาคประชาสังคมดำเนินการอยู่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ประกอบกับมีข่าวปรากฏในสื่อทุกประเภทอยู่เสมอว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของชนชั้นนำในสังคม

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จึงคาดหวังว่า รัฐบาลจะได้ตอบสนองความต้องการของเด็กตามเจตนารมณ์ของการจัดงานวันเด็ก ด้วยการกำหนดให้ “ซื่อสัตย์สุจริต” เป็นค่านิยมของชาติที่จะปลูกฝังให้กับเด็ก

และรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ได้แก่ นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้นำในสังคมทุกคน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือน ส.ค. 2554 เครือข่ายภาคประชาชนได้เสนอ “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” และร้องขอให้รัฐบาลประกาศตนเป็น “รัฐบาลแห่งความซื่อตรง” ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน จึงหวังว่ารัฐบาลจะนำเรื่องนี้มาปัดฝุ่น และดำเนินการตามที่ภาคประชาชนเสนอแนะโดยเร็วเพราะเป็นเรื่องที่ “ตรงกัน”

เพียงเท่านี้ อนาคตของชาติไทยที่รักยิ่งของพวกเราก็จะสดใสและเจริญก้าวหน้า

เพราะเด็กได้รับการปลูกฝังค่านิยม “ซื่อตรง” (Integrity) อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็น “แบบอย่างที่ดี” ให้กับเด็กและคนในสังคม

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ดันงบ 152 ล้านเหรียญ หวังฟื้นเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง