posttoday
นโยบายเป็นพิษดึงเศรษฐกิจตกเหว

นโยบายเป็นพิษดึงเศรษฐกิจตกเหว

24 มกราคม 2556

การขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2555 ที่ฟื้นตัวจากน้ำท่วม มาขยายตัวได้ 5.5% ต่อปี

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การขยายตัวเศรษฐกิจไทย 2555 ที่ฟื้นตัวจากน้ำท่วม มาขยายตัวได้ 5.5% ต่อปี จนหลายคนปลาบปลื้มว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีอนาคตที่สดใสนั้น ส่วนสำคัญไม่มีใครปฏิเสธ น่าจะเป็นผลมาจากนโยบายประชานิยมชุดใหญ่ของรัฐบาล อัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท แทนการส่งออกที่ทรุดตัวขยายได้แค่ 3.12% หรือ 1 ใน 3 จากที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้น

นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลดำเนินการที่ผ่านมา มีทั้งโครงการรับจำนำข้าว เพิ่มค่าแรง 300 บาท โครงการรถคันแรกที่คนแห่ซื้อกันถล่มทลาย 1.25 ล้านคัน บ้านหลังแรก การลดภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา

การหว่านโครงการประชานิยม เป็นเหมือนยาหอมราคาแพง ที่กินครั้งเดียวก็หมดฤทธิ์ ไม่ได้เสริมสร้างให้เศรษฐกิจโตได้ในระยะยาว

เมื่อหมดเงินเศรษฐกิจก็หมดแรง

ผลที่ตามมาทำให้หลายคนพะวงกันในขณะนี้คือการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 จะเดินไปทางไหนในภาวะที่มรสุมหลายลูกเริ่มกระหน่ำไทยไม่เลิก

หลายสำนักคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจปี 2555 จะขยายตัวได้ 5.2% ต่อปี และปีนี้ขยายตัวได้ 5.2% ต่อปี

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเศรษฐกิจปี 2555 โต 5.9% ต่อปี ขณะที่ปีนี้โต 4.9% ต่อปี ลดลงจากปีที่แล้วถึง 1% โดย ธปท.ยังคาดการณ์เศรษฐกิจถึงปี 2557 จะโต 4.8% ต่อปี เป็นการขยายตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

การที่เศรษฐกิจขยายตัวแผ่วลง ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่มาก อีกส่วนมาจากโครงการประชานิยมสิ้นฤทธิ์ และกำลังออกฤทธิ์ส่งผลข้างเคียงให้เศรษฐกิจ นับจากนี้มีปัญหาและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะปานกลางและระยะยาว

นักวิชาการส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้นั้นต้องยอมรับว่าโตนอกแต่กลวงใน หรือขยายตัวแบบไม่มีเสถียรภาพ ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าในอนาคตจะดีหรือจะร้าย

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจด้วยโครงการประชานิยม หวังคะแนนเสียงทางการเมืองมาก่อน การดำเนินนโยบายจึงยังไม่มีการลงทุนที่เน้นโครงสร้างที่มีผลทางด้านเศรษฐกิจ

นโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน แม้จะทำให้กำลังซื้อสูงขึ้นแต่ผลข้างเคียงอันร้ายกาจคือส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของการส่งออกของไทยกว่า 3 ล้านราย

จนกลายเป็นว่า นอกจากการส่งออกของไทยได้รับกระทบจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวได้น้อย แล้วยังเจอพิษค่าแรง 300 บาทของไทย ทำต้นทุนเพิ่มขายของยากขึ้นไปอีก

มาถึงวันนี้ ยังมีมรสุมใหม่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกของไทยมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีก ที่สำคัญเป็นปัญหาที่รัฐบาลไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะคิดว่าเอาอยู่ แต่เมื่อความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ ก็ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสายป่านสั้นแทบจะล้มทั้งยืน

สิ่งที่ตามมาคือ การส่งออกของไทยที่รัฐบาลคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 89% ต่อปี ก็กำลังเป็นการตั้งเป้าที่ไม่เป็นจริงที่สีขาวเหมือนในปีที่ผ่านมา

ล่าสุดธนาคารโลกออกมาประเมินว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ 5% เท่านั้น น้อยกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ถึงเท่าตัว

ขณะที่โครงการรถคันแรก 1.25 ล้านคัน รัฐบาลต้องใช้เงินมาคืนผู้ใช้สิทธิ 9.1 หมื่นล้านบาท กำลังกลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้ปีหน้า รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินจำนวนนี้นำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นได้ประโยชน์คุ้มค่ามากกว่าให้คนไปซื้อรถมาขับขี่

นอกจากเสียเงินแล้ว ประเทศยังต้องเสียเงินซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้น

ภาษีน้ำมันบางตัว เช่น น้ำมันดีเซลรัฐบาลเว้นเก็บภาษีสรรพสามิตรายได้หายไปปีละ 1 แสนล้านบาท เป็นมาตรการที่ทำให้คนไม่ประหยัดแล้ว รัฐบาลยังออกมาตรการรถคันแรกมาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น รัฐต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น

นี่ยังไม่รวมกับปัญหาให้รถติด มลพิษมาก มาตรการรถคันแรกจึงเสียมากกว่าได้

นโยบายลดภาษีนิติบุคคลของรัฐบาล จาก 30% เหลือ 23% ปีที่ผ่านมา และ 20% ในปีนี้ ก็เป็นมาตรการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์ ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กไม่ได้ประโยชน์ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีกำไรมาเสียภาษี

การลดภาษีนิติบุคคลทำให้รัฐบาลรายได้หายไป 1.5 แสนล้านบาท จนทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีที่ผ่านมาทำได้ต่ำกว่าเป้าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา

แม้ว่าในปีนี้การเก็บรายได้ของกรมสรรพากรภาพรวมจะฟื้นคาดว่าได้ตามเป้า แต่ในส่วนของภาษีนิติบุคคลก็ยังต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ มีการประเมินกันว่า ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี การเก็บภาษีนิติบุคคลจะกลับมาเท่าระดับเดิม

แน่นอนกว่าการลดภาษีทำให้ผู้ประกอบการไทยมีภาระที่ลดลง มีต้นทุนที่น้อยลง และจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

แต่ในทางตรงข้าม การเก็บภาษีได้น้อยส่งผลทำให้รัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลยาวขึ้น เป็นการพอกหนี้ประเทศเพิ่มขึ้นไปด้วย

ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท เป็นโครงการที่จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ไปมากที่สุด ปีที่ผ่านมาการรับจำนำรอบแรกใช้เงินกู้ไป 3.5 แสนล้านบาท รอบใหม่ต้องใช้อีก 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอนุมัติให้กู้รอบแรก 1.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือให้ขายข้าวนำเงินมาหมุนจำนำรอบใหม่

แต่ไม่ได้ง่ายอย่างที่รัฐบาลคิด เพราะการระบายข้าวมีปัญหาถูกตรวจสอบว่ามีการทุจริต ประกอบกับขายข้าวแล้วจะขาดทุนเพราะรับจำนำข้าวสูงกว่าตลาด ทำให้เงินมาหมุนรับจำนำข้าวรอบใหม่ไม่ทัน และตั้งท่าต้องขอกู้เพิ่มอีก 7 หมื่นล้านบาท และในอนาคตต้องกู้เพิ่มเต็มวงเงิน 4 แสนล้านบาท อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

มีการประเมินกันว่า การรับจำนำข้าว จะทำให้เกิดความเสียหายปีละกว่า 1 แสนล้านบาท และหากยังปล่อยให้มีการับจำนำแบบไม่มีขีดจำกัดเช่นนี้ จะมีข้าวกองเป็นภูเขา สร้างความเสียหายให้ประเทศเป็นหลัก 1 ล้านล้านบาท ใน 57 ปี ข้างหน้า

ไม่เชื่อโปรดรอคอยและติดตาม...

ความเสียหายจากการรับจำนำข้าวจะฟอกหนี้ก้อนโตให้กับประเทศ เมื่อรวมกับการกู้จาก พ.ร.ก.บริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาท การออก พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้หนี้ของไทยวิ่งผ่าน 60% ของจีดีพี เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไปในที่สุด

ที่สำคัญในช่วงที่รัฐบาลเดินหน้ากู้โหมโรงเศรษฐกิจยกใหญ่ โดยวาดฝันทุกอย่างจะลงตัวไม่มีปัญหา เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากที่สุด

ปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปตอนที่ยังไม่มีปัญหาเศรษฐกิจระดับหนี้สาธารณะก็อยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจไม่ขยายตัวถึงขั้นติดลบเป็น 100% ของจีดีพี ในเวลาอันรวดเร็วเป็นปัญหาลุกลามไปทั้งโลก ซึ่งการแก้ปัญหาทำได้ยากมาก

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 45% ต่อปี การประคองสัดส่วนหนี้สาธารณะยังพอเอาอยู่ แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวลดลงท่ามกลางที่รัฐบาลกู้แหลกเช่นนี้

แต่หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.5% ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะสูงขึ้นเป็นเท่าตัวทันที

ความผันผวนเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ แม้แต่เศรษฐกิจไทยปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวติดลบในบางไตรมาสมาแล้ว ซึ่งความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกยังมีสูง ปัญหาการเมืองในประเทศยังเป็นความเสี่ยงและภัยพิบัติเป็นยังเป็นเงาร้ายของเศรษฐกิจอยู่ การที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้น้อยหรือติดลบก็ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งหากถึงจุดนั้นหนี้ของไทยจะกลายเป็นฝีแตกจนส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว

เศรษฐกิจไทยปีนี้และในอนาคต จึงกลายเป็นตัวประกันของนโยบายรัฐที่ถมโครงการประชานิยม หวังแต่คะแนนและผลประโยชน์เข้าตัว ขาดสำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดกับเศรษฐกิจในอนาคตอย่างรุนแรง

มองผิวเผินภายนอกเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี แต่ข้างในอ่อนแอ หากได้รับเชื้อโรคเมื่อไรก็เข้าขั้นโคม่าได้ง่ายๆ ทันที

หากไม่หาทางรับมือ หรือปรับเปลี่ยนทิศทางก็ยุ่งกันทั้งประเทศ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69