
การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเครื่องหมายการค้า : ระวังตกม้าตาย
เขียนเล่าไปถึงเรื่องการระวังปกป้องสมบัติทางทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองในส่วนที่เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์กับการออกแบบแล้ว ทำให้อดนึกถึงเรื่องของเครื่องหมายการค้ากับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ รวมถึงสิทธิบัตรออกแบบจะมีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับได้แน่นหนากว่าลิขสิทธิ์ เพราะเรื่องของเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรนั้นมีการจดทะเบียนไว้ได้ แต่ลิขสิทธิ์นั้นไม่ต้องจดทะเบียน การจดแจ้งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเพียงการจดแจ้งเพื่อเก็บไว้ในฐานข้อมูล ไม่ใช่การแสดงความเป็นเจ้าของคนแรก การจะเป็นเจ้าของคนแรกได้ก็ต้องมีการพิสูจน์กันตามหลักฐานว่าเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นๆ เป็นคนแรกจริง
เขียนเล่าไปถึงเรื่องการระวังปกป้องสมบัติทางทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองในส่วนที่เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์กับการออกแบบแล้ว ทำให้อดนึกถึงเรื่องของเครื่องหมายการค้ากับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ รวมถึงสิทธิบัตรออกแบบจะมีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับได้แน่นหนากว่าลิขสิทธิ์ เพราะเรื่องของเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรนั้นมีการจดทะเบียนไว้ได้ แต่ลิขสิทธิ์นั้นไม่ต้องจดทะเบียน การจดแจ้งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเพียงการจดแจ้งเพื่อเก็บไว้ในฐานข้อมูล ไม่ใช่การแสดงความเป็นเจ้าของคนแรก การจะเป็นเจ้าของคนแรกได้ก็ต้องมีการพิสูจน์กันตามหลักฐานว่าเป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นๆ เป็นคนแรกจริง
แต่ถึงแม้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการจดสิทธิบัตร จะมีกระบวนการตรวจสอบว่าซ้ำกับคนที่มีอยู่เดิมหรือไม่ และเปิดให้มีการคัดค้านได้เมื่อประกาศโฆษณา แต่ก็มีหลักการว่าจดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น หมายความว่า หากจดในประเทศไทย แต่เวลาขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในตลาดประเทศไทย เช่น ประเทศจีน มาเลเซีย เป็นต้น ก็จะได้รับการคุ้มครองตราสินค้าหรือสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ เฉพาะในประเทศ ถ้ามีผู้เลียนหรือปลอมเครื่องหมายการค้า หรือปลอมผลิตภัณฑ์นั้นในประเทศจีน หรือมาเลเซีย ก็จะไปทำอะไรเขาไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เรากำลังจะเป็น AEC (ASEAN Economic Community) ตลาดก็คงขยายตัวมากขึ้น ก็เลยคิดว่าน่าจะยกตัวอย่างสัก 2–3 เรื่อง ที่ผู้เขียนประสบมาให้เป็นอุทาหรณ์ จะได้ระวังๆ กันไว้
สิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้น ตอนนี้ประเทศไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตรอยู่แล้ว (PCT : Patent Cooperation Treaty) ก็พอจะช่วยได้ในแง่ของการจองเวลา เพราะความใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญมากในเรื่องสิทธิบัตร แต่การจดได้หรือไม่ เมื่อตัดสินใจแน่แล้วว่าจะจดสิทธิบัตรในประเทศใด ก็ยังต้องไปขอยื่นจดในประเทศนั้นอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเครื่องหมายการค้านั้น ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกระบบแมดดริค ไม่ว่าจะเป็นความตกลงแมดดริค หรือพิธีสารแมดดริค จึงยังต้องใช้หลักการเดิม คือ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไหนคุ้มครองที่นั่นดังกล่าวแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตาม ได้ทราบว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการแก้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าให้สามารถรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกพิธีสารแมดดริคแล้ว และขั้นตอนต่างๆ ก็ได้ดำเนินการผ่านไปมากพอสมควรแล้ว น่าจะเสนอต่อรัฐสภาได้ในไม่ช้า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะง่ายขึ้นมากสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะยื่นขอจดเครื่องหมายการค้าแค่ในประเทศไทย และจะจดในอีกกี่ประเทศก็ได้ โดยระบุประเทศที่จะจดลงไป
แต่ในเมื่อยังไม่ถึงเวลานั้น ก็ขอยกตัวอย่างต่างๆ มาให้ดูกัน เพื่อจะได้ไม่ประมาทดีกว่า
ประเภทแรกเลย ก็คือเรื่องของหุ้นส่วน เพื่อนๆ กัน 2–3 คน เกิดคิดที่จะลงทุนร่วมกันผลิตสินค้าสักอย่าง แล้วก็กำหนดเครื่องหมายการค้าขึ้นมา สมัยที่เริ่มก่อตั้งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก บางที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วยซ้ำไป แต่พอเริ่มขายดิบขายดี เกิดมีหนึ่งในหุ้นส่วนแอบดอดไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ ต่อมาพอดังแล้วแยกวง ทางใครทางมันก็เป็นเรื่อง เพราะอีก 2 คน ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า กรณีเข้าหุ้นกัน 3 คน ก็ยังพอมีพยาน แต่ถ้าเป็นหุ้นส่วนกันแค่ 2 คน ก็ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ หรือหากไม่ได้ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน แต่พอแบ่งแยกหุ้นกันแล้ว อีกคนรีบนำเครื่องหมายการค้านั้นไปยื่นขอจดทะเบียน อีกคนพอทราบตอนประกาศโฆษณาก็รีบไปยื่นคัดค้าน ต่างคนต่างมีหลักฐาน นายทะเบียนก็ไม่ทราบว่าจะเชื่อใคร หากมีการฟ้องร้องไปถึงศาล นายทะเบียนก็ต้องหยุดเรื่องทุกอย่างไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งก็ต้องใช้เวลา และมีผลกระทบต่อธุรกิจ ยิ่งถ้ากำลังขายดีก็ยิ่งมีผลกระทบมาก
ประเภทที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างมากก็คือ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในประเทศไทย แต่ไม่ได้ไปจดในประเทศที่ส่งออกไป ถ้าเป็นผู้ผลิตรายเล็ก ก็เนื่องจากเห็นว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีค่าใช้จ่ายมาก ไม่แน่ใจว่าจะขายติดตลาด หรือไม่ก็ส่งไปลองตลาดก่อน ถ้าดีค่อยไปจดเครื่องหมายการค้า แล้วกว่าจะรู้สึกว่าขายดี ควรไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะส่วนใหญ่ผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศนั้นนั่นแหละ เขาไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว ต้องถึงกับฟ้องร้องกัน บางรายที่สายป่านสั้นก็ใช้วิธีทิ้งตลาดไปเลยก็มี บางรายก็ใช้วิธีซื้อเครื่องหมายการค้าของตนกลับ ซึ่งกลับแพงกว่าที่จะต้องไปยื่นขอจดทะเบียนเองเสียอีกแต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ก็เกิดจากต่างฝ่ายต่างทำฝ่ายขายมีหน้าที่ี่ขายๆๆ โดยไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ ฝ่ายที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองก็ไม่ทราบว่าไปตลาดไหนกันบ้าง บริษัทเล็กๆ เองก็มีเช่นกัน พอมีคำสั่งซื้อมาก็ตั้งหน้าตั้งตาผลิตส่งโดยไม่สนใจอะไร หรือบางทีก็มอบอำนาจให้ผู้นำเข้าไปจดเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้นๆ เคยถามเขาเหมือนกันว่า ทำไมไม่ไปจดเครื่องหมายการค้าเป็นของบริษัทเอง เขาบอกว่าไม่เป็นไร ให้ผู้นำเข้าจด เขารู้เรื่องในพื้นที่ดีกว่า วันดีคืนร้ายคนไทยกันเองนั่นแหละ ผลิตเอาไปเสนอผู้นำเข้ารายนั้นแต่ในราคาที่ถูกกว่า ผู้นำเข้าก็เปลี่ยนไปนำเข้าจากรายใหม่ แล้วจะทำอย่างไร จะเอาผิดกับผู้ผลิตรายใหม่นั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ติดตราสินค้าที่จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย ก็เล่นเอาเหนื่อยกันมากงานนี้
ที่ร้ายกว่าก็คือ ในละแวกเพื่อนบ้านของเราเขาก็ทราบดีว่า เครื่องหมายการค้าอะไรที่เป็นที่นิยมของตลาดในบ้านเขา แสดงว่าในอนาคตจะมีการส่งออกมาแน่ เขาก็ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเหล่านั้นรอไว้เลย เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เจ้าของจะต้องวางแผนการตลาดควบคู่ไปกับแผนการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองให้ดี ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าตำราเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
นี่เฉพาะเรื่องเครื่องหมายการค้า เรื่องสิทธิบัตรก็ยังมีอีกมาก ผู้เขียนขออนุญาตหยิบมาเล่าให้ฟังในโอกาสเหมาะๆ ต่อไป







