
ต้อน18กลุ่มจังหวัดเดินตามแผนพัฒนาชาติ
นายกฯมอบ18กลุ่มจังหวัดทบทวนรายละเอียดแผนพัฒนาชาติ สั่งทุกกระทรวงหนุนเต็มที่ ก่อนนัดประชุมอีกครั้งพร้อมดึงเอกชนร่วมทำงาน
นายกฯมอบ18กลุ่มจังหวัดทบทวนรายละเอียดแผนพัฒนาชาติ สั่งทุกกระทรวงหนุนเต็มที่ ก่อนนัดประชุมอีกครั้งพร้อมดึงเอกชนร่วมทำงาน
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. การประชุมมอบนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ในช่วงบ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบให้ 18 กลุ่มจังหวัดจัดประชุมกลุ่มย่อยและเสนอแผน
พัฒนาของแต่ละกลุ่มจังหวัด
หลังจากนายกฯรับฟังข้อเสนอและแผนของแต่ละกลุ่มจังหวัดได้กล่าวในการประชุมว่าข้อเสนอของแต่ละกลุ่มจังหวัดมีความน่าสนใจแต่ขอให้ทุกกลุ่มกับไปพิจารณารายละเอียดและปรับปรุงทบทวนเพิ่มเติมและเสนอกลับมาที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อนำมาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์รวมของประเทศทั้งหมด
นายกฯตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ยังขาดอยู่ และอยากให้เพิ่มเติม คือ แผนด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขไม่เน้นเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลเท่านั้นแต่ควรเน้นด้านการรักษาสุขภาพและการวิจัยด้วย พร้อมมอบหมายให้กระทรวงต่างๆ ให้การสนับสนับสนุนโครงการของจังหวัดต่างๆด้วย รวมทั้งให้กลุ่มจังหวัดหารือกับแต่ละกระทรวงถึงความเป็นไปได้ของโครงการด้วย
“บางจังหวัดมีแผนที่จะส่งเสริมพืชพลังงานก็ต้องไปหารือกับกระทรวงพลังงานถึงความเป็นไปได้ หรือโครงการด้านการสาธารณะสุขและศึกษาที่ยังมีน้อย ตรงนี้ก็เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่สนับสนุนก็ควรปรึกษากับกระทรวงต่างๆที่น่าจะมีข้อมูลอยู่ ตรงนี้แต่ละกระทรวงก็น่าจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนายุทธศาตร์กลุ่มจังหวัดด้วย”นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อมีการจัดทำข้อสรุปทั้งหมดแล้วจะมีการนัดประชุมกันอีกครั้ง โดยจะเชิญภาคเอกชนร่วมทำงานด้วย เพื่อให้ยุทธศาสตร์สอดคล้องกัน
สำหรับแผนยุทธศาตร์ที่ทั้ง 18 กลุ่ม จังหวัดเสนอให้ นายกรัฐมนตรีรับทราบประกอบไปด้วย
1.ภาคเหนือต่อนบน 1 ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง ยุทธศาสตร์เน้น การท่องเที่ยว บริการศึกษา และอุตสาหกรรมสะอาด
2.ภาคเหนือตอนบน 2 น่าน พะเยา เชียงราย แพร่ ยุทธศาสตร์เน้นเป็นแห่ล่งท่องเที่ยว การค้าชายแดน และประตูสู่ จีเอ็มเอส หรือกลุ่มความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง
3.ภาคเหนือตอนล่าง1 พิษณุโลก ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ยุทธศาสตร์เน้นท่องเที่ยวมรดกโลก การเกษตร ประตู่พม่าและเอเชียใต้
4.ภาคเหนือตอนล่าง2 กำแพลงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี เน้นท่องเที่ยวและการเกษตร
5.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 อุดรธานี หนองค่าย เลย หนองบัวลำภู บึงกาฬ ยุทธศาสตร์เน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และวัฒนธรรม การค้าขายแดนและการเกษตร
6.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 สกลนคร นครพนม มุกดาหาร เน้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การค้าชายแดน และการเกษตร
7.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยุทธศาสตร์เน้นการเกษตร ศูนย์กลางการค้าการลงทุน และการบริการสุขภาพ
8.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง1 นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยุทธศาสตร์เน้นการเกษตร ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและอารยธรรมขอม
9.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ ยุทธศาสตร์เน้นการเกษตร การค้าและการท่องเที่ยวชายแดน
10.ภาคกลาง ตอนบน 1 นนทบุรี อยุธยา ปทุมธานี สระบุรี เน้นยุทธศาสตร์ อุตสาหกรรมสะอาด การเกษตร และท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และชุมชน
11.ภาคกลางตอนบน2 ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง เน้น การเกษตร และท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
12. ภาคกลางตอนกลาง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก สมุทรปราการ เน้นยุทธศาสตร์ อุตสาหกรรม การเกษตร ท่องเที่ยว และการค้าชายแดน
13. ภาคกลางตอนล่าง1 กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม เน้นยุทธศาสตร์ การเกษตร ท่องเที่ยวและการค้าชายแดนเชื่อมโยงเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้
14.ภาคกลางตอนล่าง 2 เพชรบุรี ประจวบฯ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เน้นยุทธศาสตร์การเกษตร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ประมงครบวงจร และ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
15.ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ศูนย์รวมอุตสาหกรรม การเกษตร ท่องเที่ยว และการค้าชายแดน
16.ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย สุราษฏร์ ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการเกษตร
17.ภาคใต้ฝั่งอันดามัน พังงา ระนอง ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทางทะเล และสุขภาพ
18. ภาคใต้ชายแดน สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน บริการการศึกษา อุตสาหกรรมแปรรูปยางและอาหารทะเล
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละกลุ่มจังหวัดไปหารือกันถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่าย 2557 โดยควรจะมีการวางแผนร่วมกันให้สอดคล้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ เช่น จังหวัดที่อยู่บนเส้นทางของรถไฟความเร็วสูงก็ควรวางแผนในการสร้างศูนย์กระจายสินค้ารองรับไว้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่เมื่อโครงการนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ
“โครงการรถไฟความเร็วมสูงจะเพิ่มการเติบโตของจีดีพีปีละ 1% ในระหว่างก่อสร้าง และจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในระหว่างการก่อสร้างเพียง 0.16% ต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จแล้วจะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆได้มาก ดังนั้นกลุ่มจังหวัดต่างๆจึงต้องเริ่มคิดวางแผนในการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงระหว่างระบบรางและระบบถนนเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ได้มากที่สุด”นายชัชชาติ กล่าว







