posttoday
ปิดเทอมหนีร้อนระวังลูกหลานจมน้ำ

ปิดเทอมหนีร้อนระวังลูกหลานจมน้ำ

31 มีนาคม 2553

จมน้ำตายภัยเงียบที่มากับหน้าร้อน

จมน้ำตายภัยเงียบที่มากับหน้าร้อน

          โดย...ธนก บังผล

          ปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ขณะนี้กำลังเป็นภัยเงียบ
          ของเด็กไทยที่ผู้ปกครอง
          ต้องใส่ใจให้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน 3 เดือน จากสภาพ
          อากาศร้อนอบอ้าว 3 เดือน
          ถือว่าความเสี่ยงภัย
          จมน้ำสูงที่สุด

          ฤดูร้อนมาเยือนทีไร ทั้งค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายทะลุยอดทุกที ทั้งอาบน้ำ ดื่มน้ำ เปิดพัดลม หรือเปิดเครื่องปรับอากาศ หลายคนจึงหา
          วิธีคลายร้อนด้วยการไปเล่นน้ำให้ฉ่ำอุรา แต่น่าตกใจจากสถิติอาชญากรรม สาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในฤดูร้อนสูงสุดคือ จมน้ำ นั่นเอง
          ที่ จ.นครนายก ตำรวจได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างอาริยะธรรมนครนายกว่า มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต2 คน ในบ่อเลี้ยงปลากลางทุ่งนาหมู่ 8 ต.เขาพระ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเสียชีวิตในบ่อเลี้ยงปลา
          เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและชาวบ้านได้ช่วยกันลงไปงมศพขึ้นมาไว้ที่ปากบ่อ เด็กหญิงคนแรกอายุ 10 ขวบ
          นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนวัดกุดตะเคียน อีกศพหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายอายุ 6 ขวบ อยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเดียวกันแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิต ขาดอากาศหายใจ และคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง
          แม่ของเด็กชายผู้เสียชีวิตให้การว่า ลูกชายกับเด็กหญิงที่เสียชีวิตอีกคนหนึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และมักชวนกันไปเล่นน้ำในบ่อที่เกิดเหตุเป็นประจำ
          ก่อนเกิดเหตุเธอออกไปรับจ้างทำงานตามปกติ ทิ้งให้ลูกชายวัย 6 ขวบอยู่บ้านตามลำพัง เนื่องจากโรงเรียนปิดเทอม กระทั่งเย็นกลับเข้าบ้านไม่พบหนูน้อยทั้งสอง จึงระดมญาติและเพื่อนบ้านออกตามหา แต่ไม่พบวี่แววเลยขอให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยช่วยงมหาในบ่อเลี้ยงปลาใจแทบสลายพบทั้งคู่กอดกันกลมจมอยู่ก้นบ่ออย่างน่าสังเวชใจ
          สันนิษฐานว่าหนูน้อยเคราะห์ร้ายทั้งสองคงชักชวนกันไปเล่น แล้วคนหนึ่งคนใดอาจพลัดเข้าไปบริเวณน้ำลึกอีกคนกระโดดเข้าไปช่วยเหลือเลยกอดคอกันจมน้ำดับอนาถ
          อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนดูสถิติพบว่า การเสียชีวิตของเด็กๆ ด้วยสาเหตุจมน้ำเพราะหนีร้อนยังมีอีกมาก ที่จ.นครศรีธรรมราช ก็เคยได้รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กจมน้ำถูกส่งมารักษาตัวที่ตึกกุมารเวชกรรม 2 โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช แต่เสียชีวิตทั้ง 3 คน
          โดยเด็กทั้ง 3 คนเป็นเด็กหญิง อายุ 9 ขวบภูมิลำเนาอยู่ จ.กระบี่ 8 ขวบภูมิลำเนาอยู่ จ.สิงห์บุรี และ 6 ขวบภูมิลำเนาอยู่ จ.นครศรีธรรมราช สอบสวนทราบว่าหนูน้อยดวงขาดทั้ง 3 คนเป็นญาติกัน พ่อแม่ส่งให้มาอยู่กับตาช่วงโรงเรียนปิดเทอม
          ก่อนเกิดเหตุหนูน้อยทั้ง 3 คนไปเล่นน้ำคลายร้อนในฝายเก็บน้ำทุ่งปรัง ระหว่างนั้น 1 ใน 3 ได้พลัดลงบริเวณน้ำลึก ทำให้เด็กอีก 2 คนโผเข้าไปช่วยเหลือ ผลสุดท้ายพลาดท่าเลยกอดคอกันจมน้ำทั้ง 3 คน ญาติและชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์กระโดดลงไปช่วยนำส่งโรงพยาบาลในสภาพโคม่า แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้
          อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ยังมีคดีเด็กอายุ 3 ขวบวิ่งเล่นอยู่ข้างบ้าน ที่ ต.ช้างซ้ายอ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ก่อนเกิดเหตุเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่ข้างบ้าน ระหว่างนั้นแม่ไก่ที่เลี้ยงไว้พาลูกไก่ไปกินน้ำริมคลองข้างบ้าน ลูกไก่ตัวหนึ่งพลัดตกคลองเด็กน้อยรีบเข้าไปช่วยเกิดพลาดท่าตกคลองจมหายไป
          เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่ายน้ำเข้าไปช่วยงมค้นหา พบร่างเด็กน้อยนอนหมดสติจมอยู่ก้นคลอง จึงรีบ
          นำส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ระบุสำลักน้ำและขาดอากาศหายใจไม่สามารถยื้อชีวิตได้
          นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้เกิดเหตุสลด เด็กหญิงจมน้ำเนื่องจากลงไปเก็บผักเอามาขาย โดยแม่ว่ายน้ำไม่เป็นคอยดูอยู่ข้างสระ แต่ระหว่างที่เก็บผักเกิดเหตุไม่คาดฝัน ขาไปพันกับเศษไม้ใต้น้ำ แม่เห็นเข้าก็กระโดดลงไปช่วย ปรากฏว่ากอดกันจมน้ำเสียชีวิตทั้งคู่
          ปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำขณะนี้กำลังเป็นภัยเงียบของเด็กไทย ที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจให้มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน 3 เดือน จากสภาพอากาศร้อนอบอ้าว 3 เดือนถือว่าความเสี่ยงภัยจมน้ำ
          สูงที่สุด เนื่องจากเด็กๆ มักจะพากันไปเล่นน้ำ เมื่อเกิดปัญหาเด็กจะช่วยตัวเองไม่ได้ และมักจะตายในที่เกิดเหตุมากกว่า 2 คน
          ขณะที่ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า ในแต่ละปีมี
          เด็กเป็นพันคนที่จมน้ำจากการที่ไม่ตระหนักถึงอันตรายขณะนี้การจมน้ำได้กลายเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่ทำให้เด็กทั่วโลกที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีบาดเจ็บและเสียชีวิตถึง 57% โดยพบที่ประเทศไทยมากกว่า 30% ขณะที่สหรัฐอเมริกาพบ 23% ที่
          ออสเตรเลีย 18%
          ที่น่าตกใจคือ แต่ละปีทั่วโลกมีเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 230,000 คน ในจำนวนนี้ 2 ใน3 ว่ายน้ำไม่เป็น โดยพบมากที่สุดในเด็กอายุ 1 ขวบ
          เมื่อเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตในทุกสาเหตุจะพบว่าการจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเสียชีวิต ซึ่งสูงกว่าโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อและสูงมากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2 เท่าตัว
          ทั้งนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบอัตราการเสียชีวิตของเด็กมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ เพศชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง2-5 เท่า และพบว่าช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเป็นช่วงที่พบเด็กจมน้ำมากที่สุด
          จากการศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจมน้ำ มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้างสิ่งแวดล้อม วิธีการดูแลเด็ก และวัฒนธรรมของแต่ละท้องที่ อาทิ ความเผอเรอชั่วขณะของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 4 ขวบ ผู้ดูแลต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ต้องไม่ให้คลาดสายตาจากเด็กแม้เพียงชั่วขณะ เช่น ไปรับโทรศัพท์ ล้างจาน ตากผ้า หรือเผลองีบหลับ
          การคิดไม่ถึงว่าละแวกบ้านที่อยู่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการจมน้ำ โดยพบในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-14 ปี เนื่องจากผู้ดูแลคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน หรือในละแวกบ้านไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ จึงอนุญาตให้เด็กวิ่งเล่นนอกบ้านได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการพลัดตกน้ำ ฯลฯ
          กรมควบคุมโรค เสนอว่า ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กควรให้การดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดขณะเด็กอยู่ในแหล่งน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าไร ต้องไม่ปล่อยให้อยู่ตามลำพัง ไม่ควรอนุญาตให้เด็กไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่ไม่คุ้นเคย หรือหากเป็นไปได้ควรสอนเด็กให้ว่ายน้ำ หรือใช้ชูชีพในการเล่นน้ำ ฝึกฝนให้ว่ายน้ำเป็น ต่อเนื่องไปถึงการรู้จักวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำ
          มีข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขในปี 2551 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 4,065 ราย ในจำนวนนี้ 30%เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี รวม 1,229 ราย และเป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว เฉลี่ยคือเสียชีวิตวันละ 4 ราย ซึ่งเด็กที่เสียชีวิต 50-80% ว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนในปี 2552 โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค.มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยเกือบ 500 ราย เฉลี่ยวันละ6 ราย เฉพาะเดือน มี.ค. เดือนเดียวเสียชีวิต 112 รายช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ เที่ยงวันถึงเวลา 18.00 น.
          มีคำเตือนจากกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดในช่วงปิดเทอมนี้ ผู้ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรให้เด็กเล่นใกล้แหล่งน้ำ ทั้งแหล่งน้ำในบ้านและนอกบ้าน เพราะเด็กวัยนี้มักจมน้ำเสียชีวิตมากในแหล่งน้ำที่อยู่ภายในบ้าน เช่น ถังน้ำอ่างอาบน้ำ กะละมัง
          โดยเด็กสามารถจมน้ำได้ในน้ำที่มีระดับเพียง 1-2 นิ้ว เนื่องจากเด็กช่วยเหลือตัวเองยังไม่เป็น ส่วนเด็กอายุมากกว่า 5 ขวบขึ้นไป แหล่งที่จมน้ำเสียชีวิตมากที่สุดมักเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำที่ขุดขึ้นเช่น ลำคลอง แม่น้ำ คูน้ำ สระน้ำ เป็นต้น รู้แบบนี้ก็พึงระวังก่อนที่จะสายเกินแก้ !!!
         
อย่าละสายตาหากเด็กเล่นน้ำ
          นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เตือนผู้ปกครองว่า ไม่ควรให้เด็กอยู่ใกล้น้ำ เพราะการไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยโอกาสที่เด็กจะตกน้ำนั้นมีสูงและถึงแม้ว่ามีผู้ใหญ่อยู่ด้วยตลอดเวลาหากพ่อแม่เผลอคลาดสายตาไปก็อาจทำให้เด็กตกน้ำ ดังนั้นหากมีคนที่มีความรู้ทางด้านการว่ายน้ำเฝ้าอยู่ด้วยก็จะช่วยได้มาก
          "การที่เด็กจมน้ำ ถ้าจมแล้วแก้ยาก แม้กะละมังในบ้านเด็กก็ยังจมน้ำได้ ต้องศึกษาเรียนรู้การช่วย
          เหลือชีวิตเบื้องต้น ไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องยาว"
          นพ.สมศักดิ์ แนะนำว่า เมื่อเด็กอายุ 4-5 ขวบผู้ปกครองควรนำไปฝึกเรียนว่ายน้ำได้แล้ว หากอายุน้อยกว่านี้ไม่ควรนำไปเรียนว่ายน้ำ เพราะสมองยังไม่พัฒนาแขนขาให้สัมพันธ์กันได้ อย่างเก่งก็แค่ลอยตัว เด็กยังไม่พร้อม ถ้าเด็กว่ายน้ำไม่เป็นตกน้ำไปก็เป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าบ้านอยู่ริมน้ำริมคลองด้วยยิ่งอันตราย ทางป้องกันคือควรมีที่กั้นไว้ด้วย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน