
โรฮิงยา ชะตากรรมยังมืดมน
กว่า 1 สัปดาห์แล้วที่ผู้อพยพชาวโรฮิงยาเกือบ 1,000 คน ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากสถานที่ควบคุมกลางสวนยางพารา อ.สะเดา จ.สงขลา ใกล้ชายแดนมาเลเซีย
กว่า 1 สัปดาห์แล้วที่ผู้อพยพชาวโรฮิงยาเกือบ 1,000 คน ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากสถานที่ควบคุมกลางสวนยางพารา อ.สะเดา จ.สงขลา ใกล้ชายแดนมาเลเซีย
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
กว่า 1 สัปดาห์แล้วที่ผู้อพยพชาวโรฮิงยาเกือบ 1,000 คน ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากสถานที่ควบคุมกลางสวนยางพารา อ.สะเดา จ.สงขลา ใกล้ชายแดนมาเลเซีย
พวกเขาถูกควบคุมอยู่ในเรือนพักสังกะสี ซึ่งคับแคบขาดแคลนอาหารมานานร่วม 3 เดือน วันนี้พวกเขากระจายอยู่ตามสถานที่ที่ให้ความช่วยเหลือหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรอว่าทางการไทยจะดำเนินการต่ออย่างไร ผลักดันกลับพม่าหรือดูแลในฐานะผู้ลี้ภัย หรืออีกทางหนึ่งคือ องค์กรระหว่างประเทศประสานส่งต่อไปยังประเทศที่สาม
แม้จะยังไม่รู้ชะตากรรม แม้ทุกครั้งที่ต้องบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยเสียงสั่นเครือและอาบน้ำตา แต่วันนี้พวกเขารู้สึกได้ถึงน้ำใจที่พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือ
ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.นราธิวาส มูหามัด ซาแบร เด็กชายวัย 14 ปี ได้เป็นผู้นำเยาวชนชาวโรฮิงยา 18 คน ซึ่งถูกส่งตัวมาที่นี่ ละหมาดขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรแด่ผู้ใจบุญที่ต่างมามอบความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งขอให้ปกปักรักษาชีวิตพ่อและแม่ที่ต้องพลัดพรากจากกัน
มูหามัด ซาแบร กล่าวผ่านล่ามว่า ขอให้ทางการไทยช่วยเหลือชาวโรฮิงยา เพื่อให้เขาได้พบกับครอบครัวที่พลัดพรากกันมากว่า 2 เดือน และขอขอบคุณน้ำใจคนไทยทุกคนที่ให้การช่วยเหลือ ไม่คิดว่าคนไทยจะมีน้ำใจเช่นนี้ หากประเทศพม่าเป็นเหมือนเมืองไทย ทุกคนคงไม่หลบหนีออกจากประเทศ
โมหามัส ซากี หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.นราธิวาส บอกว่า ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุข เพื่อตรวจสุขภาพเยาวชนทั้ง 18 คน เนื่องจากบางคนมีอาการป่วยจากสภาพร่างกายที่อ่อนเพลียจากการนั่งเรือหลบหนีมาจากรัฐยะไข่ ที่ลอยลำกลางทะเลมานาน 2 เดือน
“แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ในเรื่องของสุขภาพจิต ที่พบว่าเยาวชนทั้ง 18 คน ยังจดจำภาพอันเลวร้ายติดตา ที่เจ้าหน้าที่รัฐยะไข่กระทำกับสมาชิกในครอบครัวจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ” โมหามัส กล่าว
ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปัตตานี มีประชาชนที่ทราบข่าวการเข้ามาพักของชาวโรฮิงยา นำข้าวของอาหารแห้งมาฝากรับประทานกันเป็นจำนวนมาก
ทากร เหมวิเชียร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปัตตานี ซึ่งรับตัวเยาวชนชาวโรฮิงยามาดูแลจำนวน 22 คน แบ่งเป็นชาย 18 คน หญิง 4 คน บอกว่า ปัญหาแรกที่กำลังหาทางแก้ไข คือ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับสมาชิกใหม่ เบื้องต้นได้ใช้ล่ามอาสาที่เป็นแรงงานพม่าในพื้นที่วันละ 3 เวลา นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องอาหารที่ชาวโรฮิงยาไม่คุ้นเคย หากประชาชนจะช่วยเหลือขอให้บริจาคเงิน เพื่อนำไปจัดหาอาหารที่ตรงกับความต้องการจะดีกว่า
ส่วนที่ จ.สตูล ประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมต่างให้ความช่วยเหลือสิ่งของอุปโภค บริโภค รวมทั้งน้ำดื่มมอบให้กับผู้อพยพชาวโรฮิงยาที่ยังอยู่ในการควบคุมของตำรวจน้ำ
มูฮำหมัด ซุตอน ซึ่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เพียงคนเดียวในกลุ่ม บอกว่า จะเดินทางไปหาญาติที่มาเลเซียและไม่อยากกลับพม่า เพราะถ้ากลับพม่าอาจจะถูกฆ่าตาย ที่หนีมาเพราะถูกทหารพม่ากลั่นแกล้ง และญาติพี่น้องที่พม่าถูกฆ่าหลายคน แม้ว่าหนีไปอยู่ในมัสยิดแล้ว ยังถูกทหารพม่าตามฆ่าและเผามัสยิด แม้จะเป็นห่วงญาติพี่น้องอีก 4 คนในพม่า แต่ก็ต้องหนีมาก่อน
“เด็กผู้หญิงชาวโรฮิงยา อายุ 8 ขวบ ยังถูกข่มขืน ชาวโรฮิงยา ทำงานอะไรก็ถูกกลั่นแกล้งทุกอย่าง ดังนั้นจะไม่กลับพม่าอีก ยอมติดคุกในประเทศไทย หรือประเทศมาเลเซีย ยังดีกว่ากลับไปตายไปถูกทรมานในพม่า”
ด้าน จ.ยะลา ที่สำนักงานสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) ถนนสิโรรส 6 ย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ได้ร่วมกันบริจาคเงิน อาหาร สิ่งของ และเครื่องนุ่งห่ม เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงยา
อับดุล อซิซ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน สมาคม ยมท. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาร่วมกับองค์กรของมาเลเซีย ได้มอบเงินช่วยเหลือเป็นเงินกว่าล้านบาท และในเดือนหน้าก็จะส่งตัวแทนไปที่พม่า ในส่วนของโรฮิงยาที่มีปัญหาล่าสุด ได้รณรงค์ร่วมกันให้ความช่วยเหลือ ล่าสุดสมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์ จะนำแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสุขภาพให้กับชาวโรฮิงยา ที่ อ.สะเดา และที่ปาดังเบซาร์
“ปัญหาโรฮิงยาเป็นปัญหาที่ยืดยาวมานานหลายสิบปี ในเบื้องต้นอยากจะเรียกร้องไปยังรัฐบาล ว่าไม่น่าจะส่งกลับไปประเทศพม่า ตอนนี้สำนักจุฬาราชมนตรีก็รับดูแลผู้อพยพเหล่านี้อยู่ มีการประสานงานกับทางประเทศมาเลเซียอยู่ และอินโดนีเซียซึ่งพร้อมที่จะรับ แต่ต้องทยอยไป” ประธาน ยมท. กล่าว
แนวทางดำเนินการต่อกรณีผู้อพยพชาวโรฮิงยาดูจะยังไม่ชัดเจน กระทรวงการต่างประเทศกำลังหารือแนวทางในการดู เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ และไม่มีประเทศใดต้องการรับตัวไปดูแล แม้แต่พม่าประเทศต้นทางก็ปฏิเสธที่จะรับกลับประเทศ จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้ขบวนการค้าแรงงานเถื่อนทั้งคนไทยและพม่า
“ขบวนการลักลอบนำชาวโรฮิงยาเดินทางบกและทางเรือ ส่วนใหญ่เข้ามาทาง จ.ระนอง แล้วไปพักที่ จ.สงขลา ก่อนจะลักลอบหลบหนีเข้าไปขายแรงงานที่ประเทศมาเลเซีย ที่ขณะนี้มีความต้องการแรงงานกรรมการระดับล่าง เช่น แรงงานสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน” แหล่งข่าวจากด้านความมั่นคงให้ข้อมูล
จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ชะตากรรมของผู้อพยพเหล่านี้ จะเป็นไปอย่างไร







