
ยุทธการยึด กทม.
ปี่กลองเลือกตั้ง กทม.เริ่มแล้ว!
ปี่กลองเลือกตั้ง กทม.เริ่มแล้ว!
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ปี่กลองเลือกตั้ง กทม.เริ่มแล้ว!
ตัวเต็ง ตัวสอดแทรก ตัวประกอบ ตัวตลก และโจ๊กตามพระตามนางก็พาเหรดออกมาตามจังหวะ ชายหมู จูดี้ พี่เส เฮียโฆ และพวกไม่แคร์คนเลือก แต่ชอบฉวยโอกาสโชว์หน้าตามสื่อและที่สาธารณะ เพียงเสียเงิน 5 หมื่นบาท อันเป็นค่าธรรมเนียมการสมัครก็โชว์เวอร์ได้ตามใจ
ขึ้นต้นบทความแบบแซวๆ เหมือนพี่สันทัด กรณี ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโพสต์ทูเดย์มานี้ ก็เพราะต้องการกระตุ้นท่านผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งหลายให้เห็นความสำคัญของ “การทำงานเพื่อประชาชน” ว่า มีสิ่งที่พึงตระหนัก (และรับผิดชอบ) อย่างไร เพราะอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ว่าฯ ของคน กทม.อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นคนของพรรคการเมืองใด หรือทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
คน กทม. (รวมทั้งผู้ร่วมชะตากรรมในหลายๆ จังหวัด) มีประสบการณ์ร่วมกันมาแล้วในคราวน้ำท่วม ปี 2554 ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เขียนจดหมายเปิดผนึกด้วยสำนวนที่ดุเดือด (เพราะเดือดร้อนมากจนต้องออกมาดุ) ว่อนไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งยังได้มีโอกาสไปแสดงความเห็นทางวิทยุและโทรทัศน์อีก 3-4 แห่ง ก็ได้ประจานการทำงานของทั้ง กทม. และรัฐบาลว่า “เห่ย” เพียงไร และที่สุดเห่ยเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ “แก่งแย่ง ชิงดี อวดดี และเอาประชาชนเป็นเหยื่อ”
เริ่มต้นตอนที่น้ำกำลังทะลักๆ ท่วมมาในหลายจังหวัดภาคกลาง ทั้งรัฐบาลและ กทม. ก็เหมือนยังไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร แถมยังโอ้อวดว่า “จิ๊บๆ” และ “เอาอยู่” (คำหลังนี้น่าจะเป็นโลโก้ประจำตัวนายกฯ คนสวยไปตลอดชีวิต) โดยเฉพาะรัฐมนตรีคนหนึ่งที่สื่อถากถางอ้อมๆ ว่าปลอดประสบการณ์ ก็ยังตะโกนออกมาในคืนที่น้ำพังถล่มคลองประปา (27 ต.ค. 2554) ว่า “ไม่ท่วม” ครั้นเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทะลักท่วมสนามบินดอนเมืองจนต้องย้ายกองบัญชาการสู้น้ำท่วมหนีไปอยู่ที่ห้าแยกลาดพร้าวอย่างอับอายขายหน้า แม้กระทั่งข้าวของในออฟฟิศและของบริจาคก็เก็บไม่ทัน
จากนั้นก็เป็นละครบทเศร้าทั้งทางรัฐบาลและ กทม. ต่างก็แย่งกันแสดงบทเรียกความสงสาร แต่ผลงานในการช่วยเหลือประชาชนกลับมีแต่การสร้างภาพ จำได้ว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่แต่แรกก็ชอบออกมาจ้อรับหน้าให้รัฐบาล แต่พอเห็นไม่เข้าท่าก็หายหน้าไปเพื่อหลีกทางให้อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ที่น่าเชื่อถือกว่าออกมากู้หน้าแทน ส่วนคุณชายสุขุมพันธุ์ก็ทำท่าออกไปตากแดดอยู่ 2-3 วัน เพื่อให้เวลาที่ออกสื่อจะได้ดูดำๆ แห้งๆ แลน่าเวทนา (แทนที่จะน่าสงสาร) และพูดได้แต่ว่ารัฐบาลไม่ให้เงิน แม้แต่เครื่องสูบน้ำก็ต้องไปขอจีนแดง (ซึ่งกว่าจะได้มาน้ำก็ลดแล้ว)
ในมุมมองทางการเมืองการปกครอง งานนี้ผู้รับผิดชอบเต็มๆ คือ กทม. เพราะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจเต็มตามหลักการกระจายอำนาจ จึงจะต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายนั้นอย่างเต็มที่ แต่เท่าที่เราได้เห็นการทำงานของ กทม. กลับแสดงภาพของการเป็นลูกเมียน้อยของรัฐบาล ไม่มีสง่าราศี (เป็นที่อับอายแก่คน กทม. ที่เทคะแนนให้) พูดอยู่แต่ว่าถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง ฮุบอำนาจและอมงบประมาณ ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็เล่นไม่เป็น เพราะได้แสดงภาพของการหวงก้าง เอ๊ย อำนาจนั้นจริงๆ จึงเข้าล็อกของพรรคประชาธิปัตย์ที่คอยเล่นงานอยู่แล้ว นำภาพนี้ออกมากลบภาพความล้มเหลวของ กทม.
งานนี้ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ กทม. มีอิสระในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ รัฐบาลอาจจะได้มากกว่าเสีย หนึ่ง รัฐบาลได้ชื่อว่าเป็นพี่ใหญ่ใจกว้าง ไม่ก้าวก่ายการทำงานของ กทม. สอง หากเกิดความผิดพลาดก็ให้ กทม.รับผิดชอบไปเต็มๆ สาม หากแก้ได้รัฐบาลก็ได้หน้าเพราะอาจจะแถลงตามน้ำได้ว่านี่เพราะรัฐบาลให้การสนับสนุน และ สี่ แสดงถึงวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำ (ที่ท่านนายกฯ ขาดแคลน) ว่ากำลังส่งเสริมการปกครองของท้องถิ่นอย่างเต็มที่
ในมหาอุทกภัยในครั้งนี้นี่เองที่เราได้เห็นพลังของภาคท้องถิ่นและประชาสังคม โดยเฉพาะการร่วมแก้ปัญหากันของคนในท้องถิ่นและอาสาสมัครจากภาคที่ไม่ใช่รัฐบาล ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาเรื่องการระบายน้ำและดูแลคันกั้นน้ำที่มักจะมีปัญหาระหว่างกันของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นที่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี หรือสมุทรปราการ เขาก็ใช้การเจรจาช่วยกันวางกฎเกณฑ์และวิธีในการดูแล โดยมีหน่วยการปกครองท้องถิ่นคือเทศบาลและ อบต. มาเป็นเจ้าภาพ ส่วนการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดกลับเป็นขององค์กรการกุศลและสื่อมวลชนที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ในขณะที่รัฐบาลกลับงุ่มง่ามและพยายามเอาหน้าแต่ฝ่ายเดียว กีดกันไม่ให้ท้องถิ่นเข้ามายุ่มย่าม เดี๋ยวรัฐมนตรีและท่าน สส. จะไม่ได้ออกสื่อ หรือในบางพื้นที่ สส. รัฐบาลก็ไปทะเลาะกับท้องถิ่น ถึงขั้นกระโดดถีบและยกชาวบ้านตีกันดูทุเรศยิ่งนัก
อนุสติหรือบทเรียนในเรื่องนี้ ก็คือการมอบบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลักในการแก้ปัญหาย่อมได้ผลดีกว่าการที่รัฐบาลมาก้าวก่ายครอบงำ เช่นเดียวกันกับที่เรากำลังพูดถึง กทม. ที่ควรจะต้องเป็นเจ้าภาพทุกอย่างในการแก้ไขปัญหาของคน กทม. แต่ก็นั่นแหละในทางวิชาการก็พบว่ารัฐบาลยังกีดกัน หรือชอบที่จะมาแทรกแซงการทำงานขององค์กรท้องถิ่นนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดไม่พ้นแม้รูปแบบพิเศษที่ชื่อว่า กทม.
พระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร อำนาจส่วนหนึ่งยังอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถถึงขั้นปลดผู้ว่าฯ กทม.นั้นก็ได้ รวมถึงอำนาจของส่วนราชการอื่นๆ ที่รุมสกรัมอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ อย่างน่าสมเพช ยกตัวอย่างเรื่องการจัดระเบียบตามถนนและซอกซอย บนทางเท้านั้นเป็นความรับผิดชอบของ กทม. ส่วนลงมาที่พื้นถนนเป็นของจราจรกลาง นอกจากนี้ บางพื้นที่ก็จะเป็นของหน่วยงานเฉพาะกิจ หรือมี “เจ้าที่” ดูแลเป็นการเฉพาะ อย่างที่ผู้เขียนผ่านเป็นประจำก็คือซอยแจ้งวัฒนะ 5 ที่ลัดเลาะผ่านบริษัท ทีโอที ไปออกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะที่ซอย 7 ซึ่งผูกปีจัดตลาดนัดเต็มถนน โดยที่เขตหลักสี่และตำรวจทุ่งสองห้องทำอะไรไม่ได้
ดังนั้น เราจึงยากที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของ กทม. ไม่ว่าการจราจรที่เคยมีคนปากดีอวดว่าแก้ได้ใน 6 เดือน จนได้ฉายาว่า “ยี่เก” ตั้งแต่ครั้งที่ไปเซ้งพรรคพลังธรรม เพราะระบบการทำงานที่ลูบหน้าปะจมูกอย่างที่เป็นมา ยิ่งในยุคนี้เป็นยุคเอาใจประชาชนก็ยิ่งจะปล่อยเลยตามเลย สร้างสันดานเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เช่น ใครที่รุกล้ำที่สาธารณะ อย่างลำคลองหรือจอดรถในซอยที่เป็นที่สาธารณะ ท่าน (สำนักงานเขตต่างๆ) ก็เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เสีย ยิ่งตอนนี้มีนโยบายรถคันแรกที่มีข้อมูลว่าเฉพาะใน กทม. มีจำนวนเกือบ 3 แสนคัน รถก็จะแออัดตามทุกตรอกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะคนที่ไม่มีที่จอดรถ (แต่รัฐบาลมอมเมาให้ซื้อ) ก็ต้องใช้ด้านหน้าจอดขวางๆ กันไป ซึ่งในบางประเทศเขาไม่ให้ซื้อรถถ้าไม่มีที่จอด หรือจะซื้อรถขนาดไหนก็ต้องดูตามขนาดที่จอด
ทราบมาว่าสองพรรคใหญ่ที่แข่งขันกันอยู่ในการเมืองระดับชาติต่างก็คิดที่จะใช้เวทีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้เป็นเครื่องอวดศักดาแก่สายตาของมวลชนในแต่ละฝ่าย และทราบมาอีกว่าพรรคเพื่อไทยจะฝากคนบางคน เช่น เจ้าแม่ผู้ชอบช่วยเหลือเด็กและสตรีให้มาเป็นทีมงาน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็จะฝากนายทุนใหญ่เข้ามาในฝ่ายบริหาร ถ้าได้รับเลือกเข้ามาใหม่จึงน่ากังวลว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากสองพรรคนี้จะไม่รับใช้ชาว กทม.เช่นเคย เพราะมุ่งแต่จะรับใช้คนกลุ่มดังกล่าว
สำหรับผู้สมัครอิสระก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะบางคนที่จะสมัครเข้ามาก็ไม่ได้หวังผลชนะ แต่เพื่อที่จะตัดคะแนนของตัวเต็งบางส่วน และบางคนก็หวังผลในการเลือกตั้งอื่นๆ เช่น สมาชิกวุฒิสภาที่กำลังจะหมดวาระเร็วๆ นี้ พวกเราคนที่จะไปหย่อนบัตรจึงมีทางเลือกน้อยเต็มที เพราะไม่มีคนที่ “เต็มใจและจริงใจ” ที่มาลงเลือกตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาให้พวกเรา มีแต่ต้องการแก้ไขปัญหาของพวกเขาด้วยกันเอง ซึ่งบางทีคน กทม. อาจจะต้องคิดใหม่ทำใหม่เสียที
ออกไปโนโหวตแล้วช่วยดูแลกันเอง จะดีกว่าไหม?







