
5 แนวโน้มของเงินลงทุนโดยตรงของโลก
8...กฤติกา โพธิ์ไทรย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าโดยตรง (Foreign Direct Investment : FDI) ทุกประเทศ ต่างคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการลงทุน และทิศทางการกำหนดนโยบายของประเทศผู้รับทุนอย่างมีนัยสำคัญ กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจในด้านการลงทุนและส่งผลต่อเนื่องในอนาคต สาเหตุจาก
1.การชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงและเพิ่มขึ้นของ Divestment จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกระหว่างปี 20082009 ส่งผลทำให้ FDI ของโลกชะลอตัวลง โดยปี 2008 FDI inflowลดลงกว่า 14% และปี 2009 ลดลงกว่า 39% ผลกระทบดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้การซื้อขายควบรวมกิจการ (Crossborder M&A) มีมูลค่าลดลง ในปี 2008 Crossborder M&A มูลค่าลดลงถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2007 ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่ของ Crossborder M&As ที่มีการลงทุนมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2008 มีจำนวนความตกลงลดลง 21% ด้วยมูลค่าที่ลดลงถึง 31% เช่นเดียวกับกองทุนรวมขนาดใหญ่ในปี 2008 มีการลงทุนลดลง 38% มาอยู่ที่ 2.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมในปี 2007 มีมูลค่าการลงทุนถึง 4.70 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และจากข้อมูลล่าสุดของ UNCTAD พบว่าในปี 2009 การลงทุนในรูปของ Crossborder M&As ลดลงจากปี 2008 ถึง 66% หรือลดลงจาก 7.07 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 2.40 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม คาดว่า FDI inflow จะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2010 และปี 2011 ที่ 10% และ 15% ตามลำดับ และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับเดียวกับปี 2007 ภายใน 45 ปีข้างหน้านี้
นอกจากนั้น การลดลงของ Crossborder M&As ยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ Divestment หรือการไหลย้อนกลับของการลงทุนในรูปของการส่งกำไรกลับคืน กำไรที่นำกลับมาลงทุนใหม่ การส่งกลับเงินกู้เพื่อชำระหนี้ของบริษัทลูกแก่บริษัทแม่ และการปรับโครงสร้าง โดยนับตั้งแต่กลางปี 2008 พบว่ามีมูลค่า Divestment รวมกันแล้วสูงกว่ามูลค่า FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศผู้รับ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจาก FDI Flow ติดลบในดุลการชำระเงินของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร โดยปกติแล้ว Divestment เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยปกตินัก เนื่องจากเป็นภาวะที่บริษัทข้ามชาติมีความต้องการสูงในการพยายามตัดต้นทุนการบริหารจัดการ เนื่องจากในตลาดโลกที่มีการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ความต้องการลดลง โดยเฉพาะในประเทศที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือประสบวิกฤต จึงจำเป็นที่จะต้องยกเลิกกิจกรรมและธุรกรรมที่ไม่ใช่หัวใจหลักของธุรกิจ
อาจกล่าวได้ว่า Divestment เป็นผลมาจาก Interplay ระหว่างปัจจัยภายในและภายนอกที่มีต่อบริษัทข้ามชาติในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยบริษัทแม่มีแนวโน้มที่จะดึงเงินจากเงินทุนต่างๆ ของบริษัทในเครือ หรือบริษัทแม่กู้เงินจากบริษัทในเครือ หรือบริษัทในเครือชำระหนี้คืนแก่บริษัทแม่
ยกตัวอย่างเช่น ในไตรมาสแรกของปี 2009 ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วน Divestment ใน FDI Outflows ทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64% หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2008 ถึง 39% ซึ่งมีทิศทางเดียวกันกับประเทศบราซิลที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 116% หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแค่ 40% และประเทศฝรั่งเศสมีสัดส่วนอยู่ที่ 19% หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16%
ดังนั้น แนวโน้มในระยะสั้นระหว่างช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นตัว Divestment จะยังคงบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางของ FDI
2.การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันการลงทุนในบางธุรกิจ จากภาวะการแข่งขันการให้สิทธิประโยชน์ของประเทศต่างๆ ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อว่าแต่ละประเทศจะมุ่งแต่ให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทข้ามชาติเพียงอย่างเดียวนั้น ในอีกด้านหนึ่งจากการสำรวจของ UNCTAD พบว่า นโยบายป้องกัน FDI กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายในด้านกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ อาจส่งผลต่อการเข้ามาลงทุนและการดำเนินธุรกิจของบริษัทข้ามชาติได้
ในปี 2007 จำนวนกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ที่มีผลต่อ FDI มีการเปลี่ยนแปลงเพียง 98 นโยบาย โดยมี 24 นโยบาย เป็นนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อ FDI ซึ่งเหมือนกับหลายปีที่ผ่านมา นั่นคือส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอุตสาหกรรมสกัด เช่น อุตสาหกรรมทรัพยากรธรรมชาติและเหมืองแร่ ในส่วนที่มีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ (National Security) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา
ขณะที่อีก 74 นโยบายยังคงให้การส่งเสริม FDI การเปลี่ยนแปลงนโยบาย FDI ที่สำคัญในปัจจุบันเริ่มจากการปกป้องอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ หรือจำกัดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเริ่มเห็นได้ชัดในปี 2006 อุตสาหกรรมสกัดถูกจำกัดการลงทุน และมีแนวโน้มยกเลิกการลงทุนโดยเสรีในหลายประเทศมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ และการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป จึงทำให้ต้องมีการจำกัดการเป็นเจ้าของและการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น
3.การเพิ่มขึ้นของความตกลงระหว่างประเทศ การพัฒนานโยบายส่งเสริม FDI ในระดับระหว่างประเทศสามารถดำเนินการผ่านการทำความตกลงต่างๆ ทั้งในรูปทวิภาคีและพหุภาคี ในปี 2007 ความตกลงด้านการลงทุนระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง เช่น ความตกลงเกี่ยวกับการลงทุนในระดับทวิภาคี (Bilateral investment treaties : BITs) และอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double taxation treaties : DTTs) รวมทั้งความตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ปี 2007 BITs เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจำนวน 44 ความตกลง ส่งผลให้ความตกลงต่างๆ ที่ได้ลงนามไปทั้งสิ้นเป็น 2,608 ความตกลง ซึ่งเป็นการยืนยันได้ว่ามีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจมากขึ้น การคุ้มครองการลงทุนและการลงทุนโดยเสรีมากขึ้นเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าประเทศพัฒนาแล้วตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บภาษีซ้อน อันจะเป็นอุปสรรคในการลงทุนระหว่างประเทศ จึงพยายามเร่งทำความตกลงเพื่อลดอุปสรรคดังกล่าวลงเนื่องจากการขาดกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ประเทศต่างๆ จึงได้บรรจุข้อตกลงด้านการลงทุนลงในสนธิสัญญาและความตกลงที่ทำร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อเป็นหลักเกณฑ์และรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น
4.การลดลงของความซับซ้อนของระบบภาษีและอัตราภาษี
ในปัจจุบันประเทศต่างๆ มีแนวโน้มในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุน นอกจากนั้น ได้พยายามลดความซับซ้อนในการจัดเก็บภาษีอีกด้วย จะเห็นได้จากจำนวนประเทศที่มีการเก็บภาษีอัตราเดียว (Flat tax systems) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไอซ์แลนด์มีการเก็บภาษี เงินได้นิติบุคคลลดลงตั้งแต่ปี 1980 จาก 50% เป็น 18% ในปัจจุบัน และในปี 2007 มีการเก็บภาษีอัตราเดียว 10% สำหรับรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล และค่าเช่า จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีการเก็บภาษีอัตราเดียว จะมีอัตราภาษีค่อนข้างต่ำด้วย
5.การเพิ่มขึ้นของความท้าทายต่อนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทข้ามชาติมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะในระหว่างปี 19902006 มูลค่า FDI ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 31 เท่า อยู่ที่ระดับ 786 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 1.99 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 29 เท่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับความสนใจในการลงทุนมากที่สุดทั่วโลก คือ ไฟฟ้าและโทรคมนาคม เมื่อคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนโดยตรงในโครงสร้างพื้นฐานกับการลงทุนโดยตรงทั้งหมดทั่วโลกพบว่า การลงทุนโดยตรงในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 10% ของการลงทุนโดยตรงทั้งหมดเมื่อเปรียบเทียบกับในปี 1990 สัดส่วนอยู่ที่ระดับเพียง 2%
จากข้อมูลดังกล่าว การเติบโตของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยอาศัยการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมขนาดใหญ่ SWFs และบริษัทข้ามชาติ ประเทศผู้รับทุนจำเป็นต้องคำนึงถึงการวางนโยบายเพื่อให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และต้องหาแนวทางในการทำให้โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริงเป็นไปอย่างที่ต้องการ โดยมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งนับเป็นความท้าท้ายใหม่สำหรับประเทศผู้รับทุนที่จะต้องเตรียมมือรองรับการลงทุนในลักษณะดังกล่าว
ไว้ฉบับหน้าเรามาพิจารณากันในเรื่องข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย..







