
ทัพซามูไร หวนบุกอาเซียน คานอำนาจจีน - ย้ำอิทธิพลเศรษฐกิจ
เปิดฉากขึ้นแล้วในวันนี้สำหรับแผนการเดินทางเยือน 3 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เปิดฉากขึ้นแล้วในวันนี้สำหรับแผนการเดินทางเยือน 3 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้แก่ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ซึ่งทริปการมาเยือนนี้ยังถือเป็นการออกเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำประเทศของ อาเบะ อีกด้วย
แม้การเดินทางมาเยือนอาเซียนของผู้นำญี่ปุ่น จะเกิดขึ้นกลังจากที่สหรัฐขอเปลี่ยนแปลงกำหนดการขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่อย่างน้อยการเลือกที่จะมาเยือนอาเซียนครั้งนี้ ก็ยังคงแสดงให้เห็นอยู่ดีว่านอกเหนือจากสหรัฐแล้ว เป้าหมายถัดมาที่ญี่ปุ่นจ้องจะผูกสัมพันธ์ให้แนบแน่นด้วยแล้ว ก็คือภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นจะพลาดพลั้งไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
นอกจากนี้ ความสำคัญของอาเซียน ที่มีต่อญี่ปุ่นยังได้รับการตอกย้ำจากการที่ญี่ปุ่นได้ส่งเหล่าทัพหน้ามาเยือนอาเซียน ก่อนที่ทัพใหญ่ของอาเบะจะมาเยือนอย่างรองนายกรัฐมนตรี ทาโร อาโสะ ที่ไปเยือนพม่า และรัฐมนตรีต่างประเทศ ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่ถูกส่งไปเยือน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และออสเตรเลีย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
การมาของทัพใหญ่ซามูไร ถูกมองว่าเป็นการกระชับความร่วมมือ และยกระดับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเพื่อหามิตรประเทศในอาเซียนมาไว้ช่วยคานอำนาจกับจีน ที่นับวันจะยิ่งทวีความกร้าวแกร่งมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า ญี่ปุ่นกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนถือว่าเป็นผู้ที่มีชะตากรรมร่วมจากการเผชิญหน้ากับปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับจีน
และยังเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเริ่มหันมา ทบทวนการลงทุนในจีนมากขึ้น หลังจากที่ช่วงกลางปีที่แล้ว ได้เกิดความขัดแย้งด้านหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู และขยายวงลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหาร รวมไปถึงการก่อให้เกิดกระแสต่อต้านญี่ปุ่นลามไปทั่วทั้งดินแดนจีน จนทำให้บริษัทเอกชน สินค้าของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในขณะเดียวกันการมาของอาเบะยังถือเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังโหยหาความร่วมมือทางการเศรษฐกิจ และการค้าการลงทุนจากอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อมาช่วยฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาค่าเงินเยนแข็งค่าเกิน จนส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม การเดินทางมากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียนของญี่ปุ่นดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องยอมรับเลยว่าแม้ญี่ปุ่นจะยังคงครองบทบาทในฐานะผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สำคัญในหลายชาติอาเซียน อาทิ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อยู่ แต่ระยะช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อิทธิพลทางการค้าและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในอาเซียนกำลังเจอกับการแข่งขันอย่างน่ากลัวจากอิทธิพลของจีนที่กำลังเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจในอาเซียนอย่างรวดเร็ว และร้อนแรง
จีนได้เร่งสานสัมพันธ์กับหลายชาติในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ร่วมกัน การออกมาตรการลดแลกแจกแถมนานาชนิด แถมยังเป็นผู้ปล่อยกู้เงินในโครงการเมกะโปรเจกต์ในหลายประเทศ จนทำให้ทุนจีนเข้าไปเข้าครอบงำบางประเทศอย่างหนักจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือใน กัมพูชา ลาว และพม่า ซึ่งทุนของจีนได้เข้าไปแทรกซึมในทุกอณู
ขณะเดียวกัน บทบาทการค้าของญี่ปุ่นกับอาเซียนก็ถูกจีนแซงหน้าไปในช่วง 20 ปีหลังที่ผ่านมา จากที่ระดับ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1990 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2011 ทว่าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันปริมาณการค้าของจีนกับอาเซียนกลับพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 36 เท่า ภายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว จากที่ระดับ 7,960 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1991 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010
สิ่งที่น่าตกใจก็คือการขยายของปริมาณการค้าที่ต่างกันมากขึ้นเรื่อยทุกขณะนี้ได้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเองก็มีข้อตกลงการค้าเอฟทีเอ ในลักษณะเดียวกันเหมือนที่จีนมีต่ออาเซียนด้วย ซึ่งในความเห็นของนักวิเคราะห์ได้ชี้ว่า เป็นผลพวงจากการที่ญี่ปุ่นมักเริ่มอะไรใหม่ๆ ตามหลังจีน และข้อตกลงเอฟทีเอของญี่ปุ่นก็เริ่มต้นหลังจากที่จีนได้ริเริ่มและลงนามไปก่อนแล้วในปี 1998 แต่ญี่ปุ่นเริ่มเจรจาและลงนามในปี 2005 และ 2008 ตามลำดับ
ถึงกระนั้น แม้ญี่ปุ่นจะต้องพิสูจน์ฝีมือและต้องมีภาระงานเพื่อทวงความเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและมาตีคู่กับจีนเหลืออยู่อีกมาก แต่ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์และแผนการทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนของญี่ปุ่นที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในระยะ 1–2 ปี และในอนาคตต่อจากนี้ก็นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว โดยเฉพาะแผนการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศที่ญี่ปุ่นจะหันมามุ่งเน้นการเจาะตลาดฐานผู้บริโภคเพื่อจำหน่ายสินค้ามากขึ้น จากเดิมที่มุ่งแต่เพียงการเข้าไปลงทุนเพื่อทำการผลิตและส่งออกต่อ หรือส่งกลับเข้ามาให้ผู้บริโภคในประเทศ
ปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียน กำลังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 150 ล้านคนในปี 2014 จากเดิมที่ 50 ล้านคนในปี 2009 ขณะที่จำนวนเศรษฐีในประเทศก็จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึง 3 เท่าตัวไปอยู่ที่ 9.9 หมื่นคน ในปี 2015
ภาวะการขยายตัวชนชั้นกลางในอินโดนีเซียที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นโดยตรง ดังที่เห็นได้จากปัจจุบันค่ายรถจากแดนปลาดิบไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า ยามาฮ่า นิสสัน ต่างครองส่วนแบ่งในตลาดอินโดนีเซียไว้ในมือมากถึง 95%
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่การเดินทางมาเยือน 3 ประเทศในครั้งนี้ อินโดนีเซีย จะได้รับการจับจ้องมากเป็นพิเศษ ซึ่ง หนังสือพิมพ์ ยูมิอูริชิมบุน จากญี่ปุ่น ซึ่งอ้างแหล่งข่าววงในถึงกับระบุว่า นายกรัฐมนตรีอาเบะจะใช้โอกาสการมาเยือนแดนอิเหนาประกาศหลักการในการดำเนินนโยบายต่อเอเชีย หรือ “หลักการอาเบะ” ด้วย (Abe Doctrine)
ขณะที่ ยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนเพื่อทวงความเป็นใหญ่ในอาเซียนของทัพซามูไรกลับคืนมาจากอุ้งมือพญามังกรอีกหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่รัฐบาลและเอกชนญี่ปุ่นจะหันมาสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเงินทุน หรือเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งจุดประสงค์ลึกๆ ก็เพื่อเป็นการปูทางและอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เข้ามาทำการตลาด และขยายฐานธุรกิจเข้าในประเทศเหล่านี้มากขึ้น จากเดิมที่จะเห็นเพียงแค่กลุ่มทุนขนาดใหญ่มาลงทุนเท่านั้น
สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นเจาะเข้าไปในอาเซียนได้แล้ว ได้แก่ โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวายในพม่า ที่ร่วมกับรัฐบาลและเอกชนจากไทย โครงการก่อสร้างและขยายเส้นทางรถไฟฟ้าในไทย หรือล่าสุดในกรณีของอินโดนีเซีย ที่เมื่อปลายปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลกรุงจาการ์ตาในแผนมาสเตอร์แพลนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการคมนาคมกว่า 45 โครงการ จำนวน 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แผนการญี่ปุ่นยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะในระหว่างการแถลงข่าวของผู้นำญี่ปุ่นก็ยังได้เผยหมัดเด็ดอีกว่าการมาอาเซียนครั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้เพียงแค่มองแต่เฉพาะแค่เรื่องของการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและทางเศรษฐกิจ การลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านพลังงาน
แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดของแผนความร่วมมือด้านพลังงานดังกล่าว แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าสิ่งนั้นก็คือความร่วมมือด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับเวียดนาม ที่ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีดังกล่าวต่อเวียดนามในหลายๆ ด้านแล้ว
ไม่น่าสงสัยเลยว่า ญี่ปุ่นกำลังจับจ้องเวียดนามเป็นพิเศษเพราะต้องการที่จะใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตพลังงานแห่งใหม่ หลังจากที่กระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ ยังคงคุกรุ่นอยู่ในจิตใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหล
จึงนับได้ว่าแผนการบุกเยือนของทัพใหญ่ซามูไรภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอาเบะ น่าจับตามองทุกฝีก้าว ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าหมากเกมนี้จีนก็คงจับจ้องอย่างกระชั้นชิดไม่แพ้กัน







