
ฟอกเงินฉลุยเร่งปลดไทยพ้นบัญชีดำ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ทันทีที่ถูกคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ FATF (Financial Action Task Force on Money Laundering) ขึ้นบัญชีดำประเทศไทยเมื่อต้นปี 2555 ด้วยสาเหตุที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเร่งด่วนเมื่อกลางปี 2555
รัฐบาลตั้งเป้าว่ารัฐสภาจะสามารถให้ความเห็นชอบกฎหมายดังกล่าวได้ทันกับการประชุม FATF ในช่วงเดือน ก.พ. 2556 ซึ่งเป็นกำหนดเส้นตายที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ของไทย ต้องไปนำเสนอว่ารัฐไทยได้ดำเนินการอะไรไปบ้างที่จะแสดงให้เห็นถึงการให้ความร่วมมือในการตัดวงจรพวกก่อการร้าย ทั้งหมดก็เพื่อให้ FATF ลบไทยออกจากบัญชีดำ
ผ่านมาเกือบ 1 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ม.ค. วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วตามที่คณะกรรมาธิการร่วมของทั้งสภาและวุฒิสภาเสนอเข้ามา เหลือเพียงขั้นตอนของการส่งให้สภาลงมติอีกครั้ง กฎหมายทั้งสองฉบับก็จะมีความสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าด้วยเสียงข้างมากในสภาภายใต้การควบคุมของพรรคเพื่อไทยคงผ่านให้แบบสบายๆ และพร้อมจะให้ ปปง.ไปนำเสนอต่อ FATF ได้
แต่กว่าที่กฎหมายฟอกเงินและการตัดท่อน้ำเลี้ยงจะมาถึงในจุดนี้ที่เป็นเส้นชัยของรัฐบาล ก็ต้องบอกว่า “เลือดตาแทบกระเด็น”
โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภา ซึ่งมีการประชุมวานนี้ ได้ไล่ซักถามและตั้งข้อสังเกตถึงการเสนอกฎหมายของรัฐบาลค่อนข้างหนัก ถึงกับตำหนิว่า “รัฐบาลเสนอกฎหมายเอาใจต่างชาติจนเกินไป” หลังจากบทบัญญัติในกฎหมายบางประการไปกระทบต่อสิทธิของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนได้จากท่าทีของ “สุรจิต ชิรเวทย์” สว.สมุทรสงคราม ที่มีต่อบทบัญญัติมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าด้วยการกำหนดความผิดมูลฐานใน (14) ซึ่งไปกำหนดว่า การแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันมีลักษณะเป็นการค้ามีความผิดตามกฎหมาย
“การไปกำหนดแบบนี้ส่งผลให้ประชาชนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ กระทบสิทธิและวิถีชีวิตของประชาชนชัดเจน โดยที่รัฐบาลยังไม่สามารถระบุได้ว่า หากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ทั้งที่เดิมวุฒิสภาได้เพิ่มเนื้อหาเข้าไปเพื่อคุ้มครองไม่ให้ประชาชนที่มีวิถีชีวิตที่ต้องดำรงชีพด้วยทรัพยากรธรรมชาติมีความผิดตามกฎหมาย” สว.ภาคประชาชน ระบุ
เช่นเดียวกับ สว.อีกไม่น้อย ก็เป็นห่วงว่าการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามามีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 12 ของกฎหมายฟอกเงิน อาจจะก่อให้เกิดข้อครหาว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่
ประเด็นทั้งหมดได้รับการชี้แจงโดย “พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์” สว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะรองประธานคณะ กมธ. ว่า กฎหมายไม่สามารถกระทำการละเมิดสิทธิประชาชนในกรณีดังกล่าว เพราะกฎหมายฟอกเงินเป็นกฎหมายทางแพ่ง ซึ่งถือเป็นคนละส่วนกันกับการดำเนินคดีอาญา
“หมายความว่า หากประชาชนที่เข้าไปหาทรัพยากรในป่าเพื่อการดำรงชีพ หรือไม่ได้นำที่ดินไปขายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ที่สำคัญของการพิจารณาคดีจะมีคณะกรรมการธุรกรรมขึ้นมาตรวจสอบก่อน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหลายฝ่าย อาทิ ตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ทำให้ไม่เกิดการใช้อำนาจโดยพลการ”
พล.ต.ท.มาโนช ชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนกรณีที่ดีเอสไอสามารถเข้ามาสอบสวนได้ตามกฎหมายฟอกเงินนั้น เป็นลักษณะที่ ปปง.ต้องยืมอำนาจตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษมาใช้เพื่อแสวงหาหลักฐานบางประการที่ ปปง.ไม่มีอำนาจดำเนินการได้ เช่น การดักฟังโทรศัพท์ หรือการตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมบางกรณี หากไม่ให้ดีเอสไอเข้ามาร่วมตามกฎหมาย ก็อาจไม่สามารถพิจารณาคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานตามกฎหมายฟอกเงินของดีเอสไอ ไม่ได้ปล่อยดีเอสไอดำเนินการโดยลำพัง เพราะ ปปง.จะร่วมเข้าไปทำงานด้วย
สุดท้าย ที่ประชุมวุฒิสภาก็มีมติเสียงข้างมาก 83 ต่อ 15 เสียง และ 93 เสียง ต่อ 8 เสียง เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงิน ตามลำดับ
จากนี้ไปคงต้องรอดูว่าประชาชนชาวไทยจะถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพเพื่อแลกกับการพ้นบัญชีดำหรือไม่ต่อไป







