
ไทยกับศักยภาพการแข่งขันระดับโลก
ถ้าเอ่ยถึงศักยภาพการแข่งขันระดับโลกสำหรับประเทศต่างๆ แล้ว คุณผู้อ่านอาจจะยังงงอยู่ว่ามันมีความหมายว่าอย่างไรและมีกระบวนการหรือระบบในการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงสุดถึงต่ำสุดอย่างไร และที่สำคัญก็คือ ทำไมต้องมีการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับโลก
ถ้าเอ่ยถึงศักยภาพการแข่งขันระดับโลกสำหรับประเทศต่างๆ แล้ว คุณผู้อ่านอาจจะยังงงอยู่ว่ามันมีความหมายว่าอย่างไรและมีกระบวนการหรือระบบในการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงสุดถึงต่ำสุดอย่างไร และที่สำคัญก็คือ ทำไมต้องมีการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับโลก
ความหมายของศักยภาพการแข่งขันระดับโลกหมายถึง ขีดความสามารถของแต่ละประเทศในเชิงเศรษฐกิจและสังคมบนเวทีเศรษฐกิจโลก โดยมีการนำเอาตัวแปรต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้วัดและประเมิน กระบวนการในการจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันในแต่ละประเทศก็จะคล้ายกับการทำงานวิจัยที่จะต้องนำเอาข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการออกแบบผลสำรวจความคิดเห็นมาร่วมเป็นองค์ประกอบเพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด
ที่ผ่านมาองค์กรที่มีการตีพิมพ์รายงาน “ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก” (Global Competitiveness Index) แบบรายปีได้แก่องค์กรที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “World Economic Forum” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นศูนย์รวมของบุคคลทุกวงการผู้ซึ่งมีชื่อเสียงและมาร่วมประชุมกันปีละ 1 ครั้ง ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงประมาณเดือน ม.ค.ของแต่ละปี
ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันโลกจึงถือเป็นเครื่องมือและมาตรฐานที่ใช้วัดศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศก่อนที่จะมีการจัดอันดับและเผยแพร่ตีพิมพ์ออกมาในแต่ละปี โดยข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการจัดอันดับ 3 ใน 4 มาจากข้อมูลที่เรียกว่า “Executive Opinion Survey” หรือผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารทั่วโลกนั่นเอง
ข้อมูลทั้งหมดเมื่อนำมาจากแหล่งต่างๆ แล้ว ก็จะถูกนำมาจำแนกและบรรจุอยู่ใน 12 เสาหลักเพื่อง่ายต่อการพิจารณาและการประเมินผลใน 12 เสาหลักที่ว่า มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1) เสาหลักที่เกี่ยวกับสถาบันในแต่ละประเทศ เช่น สถาบันในภาครัฐ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลและปราบปรามการคอร์รัปชันและส่งเสริมด้านจริยธรรม เป็นต้น
2) เสาหลักด้านความซื่อตรงและโปร่งใส เช่น คณะกรรมการกำกับดูแลประสิทธิภาพในองค์กรวิสาหกิจต่างๆ การปกป้องและคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย การกำกับดูแลและเสริมสร้างความเข้มแข็งมาตรฐานด้านการบัญชี
3) เสาหลักด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคุณภาพทั่วไปของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร เหมาะสมต่อการลงทุนโดยนักลงทุนต่างประเทศหรือไม่ อย่างไร เช่น สภาพถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ท่าเรือ สนามบิน ระบบโทรศัพท์และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
4) เสาหลักด้านเศรษฐศาสตร์ระดับมหภาค เช่น การได้ดุลหรือขาดดุลงบประมาณในภาครัฐ ระดับการออมเงิน เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งหนี้สาธารณะในภาครัฐ เป็นต้น
5) เสาหลักด้านสุขอนามัยและการศึกษาระดับประถม เช่น การควบคุมและการกำจัดโรคติดต่อ การเกิดและมีชีวิตอยู่ ช่วงความยาวของอายุของประชาชน คุณภาพและสัดส่วนของเด็กที่ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาและอัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับประถม รวมทั้งการมีงานทำของเด็กระดับประถมศึกษา
6) เสาหลักด้านประสิทธิภาพด้านการตลาด ได้แก่ ภาพรวมของการแข่งขันในตลาดการค้า ขนาดของตลาดและการบิดเบือนของตลาด
7) เสาหลักด้านตลาดแรงงาน ว่ามีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
8) เสาหลักด้านตลาดการเงิน ว่ามีความทันสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายและเปิดกว้างมากน้อยแค่ไหน
9) เสาหลักด้านการศึกษาระดับที่สูงกว่าประถมศึกษาและการฝึกอบรม
10) เสาหลักด้านการนำวิทยาการทางเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์
11) เสาหลักด้านกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ทันสมัย
12) เสาหลักด้านนวัตกรรม ได้แก่ ประสิทธิภาพของสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย รวมทั้งแผนกวิจัยระดับบริษัทเอกชน
จะเห็นว่าใน 12 เสาหลักที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถถือเป็นคัมภีร์ในการบริหารประเทศให้มีอันดับศักยภาพด้านการแข่งขันได้ทัดเทียมกับบรรดาประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากทั้ง 12 เสาหลักครอบคลุมทุกหมวดหมู่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาของทุกประเทศ
เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในแต่ละประเทศว่าจะสามารถวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยงของประเทศได้ดีมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะกำหนดออกมาเป็นนโยบายในการบริหารประเทศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของนโยบายได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งก็คือคณะบุคคลในรัฐบาล
ถ้าหันกลับมามองประเทศไทย ก็คงจะต้องเริ่มที่การพัฒนาประชาชนของประเทศให้มีประสิทธิภาพเสียก่อนผ่านการพัฒนาการศึกษา ถ้าตราบใดที่คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดไม่เป็น และระบบการศึกษาของไทยยังคงล้าหลังไม่สามารถไล่ตามประเทศเพื่อนบ้านได้ โอกาสที่จะมีการพัฒนาไปยังด้านอื่นๆ ค่อนข้างจะมีน้อยและจะเป็นตัวฉุดรั้งให้ศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศลดน้อยถอยลงไปด้วยตามลำดับ







