posttoday
บ้านเมืองที่ไม่ใช่การเมือง

บ้านเมืองที่ไม่ใช่การเมือง

10 มกราคม 2556

ประเด็นร้อน ละเอียดอ่อน อ่อนไหวง่าย ในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น 4 เรื่อง คือ “1.คดีปราสาทพระวิหาร 2.สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.การแก้รัฐธรรมนูญ 4.ละครเรื่อง เหนือเมฆ 2”

ประเด็นร้อน ละเอียดอ่อน อ่อนไหวง่าย ในช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น 4 เรื่อง คือ “1.คดีปราสาทพระวิหาร 2.สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.การแก้รัฐธรรมนูญ 4.ละครเรื่อง เหนือเมฆ 2”

ทั้ง 4 เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ประชาชนและสื่อสาขาต่างๆ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ประชาชนมีเหตุผลในการออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะ 2 เรื่องแรกซึ่งเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตยแห่งชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน” กับสองประเด็นหลังที่เกี่ยวข้องกับ “หลักการและค่านิยมประชาธิปไตย”

เสรีภาพของประชาชนกับรูปแบบการปกครองของประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบ เพียงแค่ 4 เรื่องก็เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลออกอาการตีโพยตีพายกล่าวหาสื่อและคนกลุ่มนี้ว่า ร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน หรือ “เจ้าประจำ” ต้องการล้มรัฐบาล

เราเริ่มจาก “คดีปราสาทพระวิหาร” ซึ่งเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติและบูรณภาพดินแดนซึ่งมีความสำคัญยิ่ง และเป็นเรื่องของ “ชาติ บ้านเมือง” ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ หรือของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง คนไทยใจเสียก็เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศ หัวหน้าทีมที่คนไทยส่งไปสู้ ยังไม่ทันขึ้นเวทีก็ถอดใจเสียแล้ว ซ้ำยังทำท่าจะโยนผ้ายอมแพ้เสียอีก แม้ว่าระยะหลังทำท่าฮึดขึ้นมาเพราะถูกด่าไปหลายกระบุง แต่คนไทยก็ไม่ไว้ใจหัวหน้าทีมคนนี้เสียแล้ว

ที่คนไทยไม่มั่นใจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากความระแวงสงสัยกับพฤติกรรมของรัฐบาลว่ามีลับลมคมในกับเขมร และอาจมีการตกลงลับๆ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับเขมร โดยย้อนไปดูความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยที่ไปลงทุนในเขมรก่อนที่จะมีอำนาจสูงสุดในเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่ม “ทุนนิยมสามานย์” ที่มองปราสาทพระวิหารเป็นเพียงเศษอิฐหินสลักหักพังไม่มีค่าเป็นอดีต หากเขมรอยากได้ก็เอาไป แต่เราควรมองไปที่แหล่งพลังงานในอ่าวไทยมากกว่าซึ่งเป็นปัจจุบันและอนาคต นอกจากนั้น อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศคนหนึ่งที่มีพฤติการณ์ลุกลี้ลุกลนไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่เป็นประโยชน์กับเขมรโดยตรง ทำให้คนไทยระแวงสงสัยจนถึงทุกวันนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฮุนเซน มีบุญคุณต่อการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยฮุนเซนได้แสดงออกอย่างเปิดเผยในการมีส่วนร่วมล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างชัดเจน เขาตัดสินใจแหกหลักการของอาเซียนในเรื่องไม่แทรกแซงในกิจการภายในซึ่งกันและกัน

ฮุนเซนรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในการประชุมอาเซียนเมื่อเดือน เม.ย. 2552 และยินยอมให้ดินแดนเขมรถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการ แหล่งหลบซ่อนตัวเพื่อหนีการจับกุมของกลุ่ม นปช.เสื้อแดง แหล่งฝึกอาวุธเพื่อเข้ามาปฏิบัติการในไทย การสร้างสถานการณ์รุนแรงบริเวณชายแดนเพื่อดึงกำลังทหารไทยให้ตรึงอยู่ที่ชายแดน ไม่ให้มาเสริมการประชับพื้นที่ใน กทม.

ฮุนเซนแสดงตนอย่างเปิดเผยสนับสนุนผู้นำที่ล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ แสดงว่าทั้งสองต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแหล่งพลังงานในอ่าวไทย เมื่อรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมีอำนาจ ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องจ่ายคืนให้กับเขมรเท่าไร ในรูปแบบใด

รัฐบาลคงไม่สามารถห้ามประชาชนออกมาแสดงความรู้สึกรักชาติ ความหวงแหนแผ่นดินของตนได้ “เดิมพัน” ในเรื่องนี้สูงมาก เพราะเป็นเดิมพันที่เกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชน รวมทั้ง 3 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องของ “บ้านเมือง” ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างที่ฝ่ายการเมืองห่วง

เรื่องที่สองเป็นสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ซึ่งครบรอบ 9 ปีในวันที่ 4 ม.ค. 2556 โดยนับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อความไม่สงบปล้นปืนกว่า 400 กระบอก และกระสุนอีกมากของกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 สมัยรัฐบาลทักษิณ ปัจจุบันทหารได้ปืนคืนมาเพียง 85 กระบอกเท่านั้น เวลานี้ผ่านไป 9 ปีตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ สุรยุทธ์ สมัคร สมชาย อภิสิทธิ์ จนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าความรุนแรงจะลดลง หรือมีโอกาสที่รัฐบาลสามารถฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าดีขึ้นเลย ในเมื่อยังมีการก่อการร้ายแทบทุกวัน เสียงระเบิด เสียงปืน ดังขึ้นเกือบทุกวัน จนสถาบันจัดอันดับโลกจัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีการก่อการร้ายสูงในลำดับ 8 ของโลก ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

จริงอยู่ การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ทำได้ง่าย หรือจะให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะปัญหามีความซับซ้อน ยุ่งยาก แต่สังคมมองว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้การเอาใจใส่ต่อปัญหานี้น้อยเกินไป หรือทำแบบเสียไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา

การไปพูดคุยกับฝ่ายมาเลเซียนั้นเป็นเรื่องไม่เสียหาย แต่อย่าลืมว่า รัฐบาลมาเลเซียมีวาระของเขาอยู่แล้ว นั่นคือ ต้องการเป็นคนกลางนำรัฐบาลไทยมานั่งโต๊ะเจรจากับกลุ่มก่อการร้าย ดังเช่นที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในกรณีของอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซีย และกลุ่มโมโรกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ และพยายามกดดันให้ “ฝ่ายไทยร้องขอ” เพื่อให้มาเลเซียเกิดความชอบธรรมในการเข้ามาเป็นคนกลาง ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียพยายามกดดันรัฐบาลไทยชุดที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เราหวังว่าการเดินทางไปมาเลเซียครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยคงไม่หลงคารมของรัฐบาลมาเลเซีย

“เดิมพัน” ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สูงมากเช่นเดียวกับกรณีปราสาทพระวิหาร เพราะเป็นเรื่องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องการเมือง สองกรณีถือว่าเป็น “ความเสี่ยงของประเทศ” ที่คนไทยไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะ “เอาอยู่” หรือไม่ ดังนั้นประชาชนจึงมีเหตุผลในการพูดถึงเรื่องทั้งสอง แต่ถ้ารัฐบาลเอาไม่อยู่ รัฐบาลก็ต้องไปเอง

สำหรับกรณีที่ 3 และ 4 นั้น ขอยกยอดไปสัปดาห์หน้า m

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน