posttoday
ศอ.รส.สรุปยอดม็อบแดงช่วงสองไม่ถึงแสน-พบเหตุบึ้ม14ครั้ง

ศอ.รส.สรุปยอดม็อบแดงช่วงสองไม่ถึงแสน-พบเหตุบึ้ม14ครั้ง

30 มีนาคม 2553

ศอ.รส.สรุปชุมนุมเสื้อแดงห้วงประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯรอบสองพบผู้ชุมนุมสูงสุด 9 หมื่น เหตุระเบิด 14 ครั้งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 283 กองร้อยคุม โดยภาพรวมยังอยู่ในวิสัยควบคุมได้

ศอ.รส.สรุปชุมนุมเสื้อแดงห้วงประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯรอบสองพบผู้ชุมนุมสูงสุด 9 หมื่น เหตุระเบิด 14 ครั้งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 283 กองร้อยคุม โดยภาพรวมยังอยู่ในวิสัยควบคุมได้

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง รักษาการนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานการประชุมครม. โดยนายปณิธาน แถลงว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 20 ครม.ได้รับทราบ สถานการณ์ทั่วไป การปฏิบัติของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ศอ.รส. ในห้วงวันที่ 24-30 มีนาคม 53 ซึ่งได้มีการประเมินการชุมนุมของ นปช. ซึ่งบนเวทียังมีการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง มีการใช้พื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาลีลาศ และใช้พื้นที่การชุมนุมตามแนวถนนราชดำเนิน จากบริเวณสี่แยกคอกวัว จนถึงสี่แยกสวนมิสกวัน รวมถึงถนนพิษณุโลก จากเชิงสะพานชมัยมรุเชษฎ์ ถึงสี่แยกตึกแดง โดยมีผู้ชุมนุมในเวลากลางวันประมาณ 4,000-6,000 คน และเพิ่มจำนวนสูงสุดประมาณ 80,000-90,000 คน

กิจกรรมที่สำคัญที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำ มีการเปิดเวทีปราศรัยหลักบริเวณสะพานผ่านฟ้า  จัดทำ สติกเกอร์ และป้ายประกาศให้ยุบสภา แจกจ่ายไปตามรถยนต์ รวมทั้งจัดกระบวนเป็นกลุ่มย่อยปลุกระดมคนกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.นอก จากนี้ก็มีการเคลื่อนย้ายขบวนผู้ชุมนุมกดดันทหารออกจากพื้นที่ต่างๆ 17 แห่งรวมทั้งให้นำกำลังทหารออกจากทำเนียบเมื่อวันที่ 27 มีนาคม นอกจากนี้ในวันที่ 28 มี.ค.ได้มีการเคลื่อนย้ายการชุมนุมไปกดดันเรียกร้องให้ยุบสภาบริเวณหน้า บก.ศอ.รส. และจักแกนนำเจรจากับนายกฯ ทั้งนี้ยังพบว่ามีการก่อเหตุร้ายของกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ตั้งแต่วันที่ 23-28 มี.ค. มีการใช้อาวุธและวัตถุระเบิด รวม 14 ครั้ง

สำหรับการปฎิบัติการของศอ.รส.ได้จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และพลเรือนเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นอกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง รวมทั้งสิ้น 283 กองร้อย ได้มีการปรับกำลัง มาตรการ และวิธีการต่างๆ ให้สามารถลดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ที่เกิดจากชุมนุม และการก่อเหตุให้ได้มากที่สุด รวมทั้งเพื่อให้การบริหารประเทศ และการทำงานของสภาสามารถดำเนินไปได้ ในส่วนของการดูแลรักษาความปลอดภัยในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24-25 มี.ค.ศอ.รส.ได้ปรับกำลังมาตรการและวิธีการเพื่อป้องกัน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง โดยมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการวางเครื่องกีดขวาง ตลอดจนจัดการจราจร ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ทำให้การ ทำงานของสภาเดินไปด้วยความเรียบร้อย

มาตรการดังกล่าวขั้นต้น เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ปิดล้อมรัฐสภา เนื่องจากผู้ชุมนุมมีขีดความสามารถในการระดมผู้ชุมนุมและเคลื่อนย้ายไปปิด ล้อมพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น เหตุการณ์เคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปยังบริเวณอู่ทองใน เมื่อวันที่ 27 มี.ค. อย่างไรก็ตามเมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง ได้ปรับการวางกำลัง และยกเลิกมาตรการต่างๆ โดยทันที เพื่อให้การสัญจรไปมาเป็นไปได้อย่างปกติ

สำหรับการเพิ่มมาตรการป้องกันการก่อเหตุ ร้าย จากเหตุการณ์ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้อาวุธเครื่องยิง m 79 ใส่ที่ตั้งสำคัญหลายแห่ง มีความเป็นไปได้ใช้พื้นที่ทางด่วนปฏิบัติการ ศอ.รส.ได้ประสานกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริษัทดอนเมืองแห่งประเทศไทย และตำรวจทางด่วน โดยกำหนดมาตรการร่วมกันคือ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจบริเวณทางด่วน สถานที่สำคัญบริเวณทางด่วน 28 แห่ง รวมทั้งมีการใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดของการทางพิเศษ และโทลเวย์ ฝ้าตรวจสถานที่สำคัญ และใช้เป็นหลักฐาน

การจัดเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ประจำทางขึ้น-ลงทางด่วน เพื่อเฝ้าสังเกตยานพาหนะต้องสงสัย และสกัดจับรวม39 แห่ง นอกจากนี้การปรับมาตรการ และวิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การชุมนุมเมื่อวัน ที่ 27-28 มี.ค.นั้น ได้จัดกำลังส่วนหนึ่งดูแลความปลอดภัย การประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลดิ์ ระหว่างวันที่ 27 มี.ค.-1 เม.ย. การปรับการวางกำลังของเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 7 จุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เคลี่อนมาบริเวณหน้า ศอ.รส. เพื่อเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.จึงได้มอบภารกิจให้ตำรวจรับผิดชอบแทน

รวมทั้งได้มีการปรับภารกิจให้มีการตั้งจุด ตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่ แต่เพิ่มระยะห่างระหว่างกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิด และมีการเจรจากับผู้ชุมนุมให้มีความเข้าใจ ทำให้ผู้ชุมุนมถอนกำลังกลับ

นอกจากนี้ เมื่อผู้ชุมนุมเคลื่อนกำลังกดดันทหารออกจากทำเนียบ ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ศอ.รส.ยังแสดงออกถึงความมุ่งหมายที่ชัดเจนคือ ไม่ยินยอมให้ผู้ชุมนุมบุกรุกสถานที่ราชการ ได้แก่ การกำหนดให้ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ทันที หากผู้ชุมนุมบุกรุกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ รวม 62 แห่ง ได้แก่บริเวณเขตพระราชฐาน วังที่ประทับทุกแห่ง โรงพยาบาลศิริราช ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ มีการตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจรวม ทหาร ตำรวจ จำนวน 104 จุด และมีการลานตระเวน จัดชุดสายตรวจเคลื่อนที่ 88 เส้นทาง

ศอ.รส.ได้ประสานกอ.รมน.โดยกอ.รมน.ภาค 1-4 ให้รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่อาจจะส่งผลเกี่ยวเนื่องมายังการชุมนุมในพื้นที่กทม.โดยมีการจัดตั้งจุด ตรวจ ด่านตรวจร่วมบนเส้นทางเพื่อตรวจสอบการลักลอบขนย้ายอาวุธไปก่อเหตุในพื้นที่ ต่างๆ กอ.รมน.ภาค 1 จำนวน 108 แห่ง กอ.รมน.ภาค 2 จำนวน 21 แห่ง กอ.รมน.ภาค 3 จำนวน 14 แห่ง กอ.รมน.4 จำนวน 5 แห่ง

ปัจจุบันศอ.รส.ได้จัดเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประสานให้กอ.รมน.จัดกำลังเข้ารักษาความสงบ เรียบร้อยภายนอกพื้นที่ประกาศพรบ.มั่นคง ทำให้สามารถควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์การชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบ ร้อย ไม่มีการก่อความรุนแรงวุ่นวาย หรือเกิดการปะทะกระทบกระทั่ง กับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตามยังมีการอาศัยช่องว่างในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ลอบก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธและวัตถุระเบิดของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในวิสัยสามารถควบคุมสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยโดยรวม ไว้ได้

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่