
อาหารขยับขึ้นราคาค่าแรง300ออกฤทธิ์
พิษขึ้นค่าแรง ร้านขายข้าวแกงขยับขึ้นราคาอาหาร
พิษขึ้นค่าแรง ร้านขายข้าวแกงขยับขึ้นราคาอาหาร
การขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าแล้ว ในหลายจังหวัดร้านอาหารต่างๆ เริ่มขยับขึ้นราคา เนื่องจากค่าแรง และวัตถุดิบประกอบอาหารขึ้นราคา
นายชยงค์ มณีพันธ์เจริญ เจ้าของร้าน ป.ปักษ์ใต้ สาขา 3 อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ส่งผลให้สินค้าและเครื่องปรุงอาหาร รวมไปถึงราคาผักมีการปรับราคาขึ้น ทำให้ร้านต้องขึ้นราคาอาหารตามต้นทุนไปด้วย
“ก่อนนี้จ่ายค่าจ้างลูกจ้างในร้านวันละ 240 บาทต่อคน การปรับค่าแรงเป็น 300 บาท และราคาวัตถุดิบหลายอย่างที่ขึ้นราคา ทำให้ต้องมีการปรับราคาอาหารขึ้นเช่นกัน โดยขณะนี้มีกำไรจากการขายอาหารเพียงวันละไม่ถึง 1,000 บาท จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีรายได้วันละ 2,000-3,000 บาท เนื่องจากต้นทุนทุกอย่างพุ่งสูงขึ้น” นายชยงค์ กล่าว
ด้านนายจุมพร พิมพาเพ็ชร เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวกากหมู ซอยราษฎร์ศรัทธาธรรม ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ก็กล่าวว่า ได้ขึ้นราคาอาหารจากเดิมชามละ 20-25 บาท เป็น 30-40 บาท เนื่องจากต้นทุนทุกอย่างขยับขึ้นราคา
นายจุมพร กล่าวว่า โดยเฉพาะผักสด อย่างผักคะน้า ที่ช่วงปลายปีจนถึงขณะนี้ แพงขึ้นกว่าเดิม 3-4 เท่า จากราคากิโลกรัมละ 50 บาท ปัจจุบันผักคะน้าราคาสูงถึง 150–200 บาท ไม่เว้นแม้แต่ใบกะเพรา จากเพียงแค่ 10–20 บาท ก็สามารถทำเมนูผัดกะเพรา ได้ทั้งวัน แต่ปรากฏว่าขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 30-40 บาท จึงจำเป็นต้องขอขึ้นราคา
นางยุพิน บุนนาค เจ้าของร้านเย็นตาโฟป้อมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากปีใหม่เป็นต้นมา ราคาเนื้อวัวได้ปรับขึ้นสูงมาก จากกิโลกรัมละ 180-200 บาท มีการปรับราคาเป็นกิโลกรัมละ 230 บาท อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะปรับแพงขึ้นอีก ซึ่งหากยังจำหน่ายต่อไปก็จะไม่คุ้มต้นทุน จึงเลือกที่จะเลิกขาย โดยที่ไม่เลือกปรับขึ้นราคา
“ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารจานเดียวราคาประหยัดของคนทั่วไป ต้องจำหน่ายในราคาชามละไม่เกิน 25-30 บาทเท่านั้น จึงจะเหมาะสม หากราคาแพงไปกว่านี้ก็คงจะขายลำบาก ชาวบ้านไม่มีกำลังซื้อมากขนาดนั้น จึงทำให้ได้ตัดสินใจยกเลิกเมนูที่มีเนื้อวัวทั้งหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยและลูกชิ้นเนื้อ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานของลูกค้า คงเหลือขายเฉพาะเมนูทั่วไป ที่ทำจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ แทน” นางยุพิน กล่าว







