
แบงก์ชาติดูเชิงเศรษฐกิจก่อนงัดาตรการคุมบาท
แม้กฎหมายแก้หน้าผาการคลังสหรัฐ (ฟิสคัล คลิฟ) ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
แม้กฎหมายแก้หน้าผาการคลังสหรัฐ (ฟิสคัล คลิฟ) ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูรณ์
โดยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับร่างกฎหมายเลี่ยงฟิสคัล คลิฟ ได้สำเร็จ ตลาดเงินตลาดทุนตอบรับข่าวดี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เขียวยกกระดานรายวัน แต่นี่เป็นเพียงขั้นแรกของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ
ผลของการรับร่างกฎหมายเลี่ยงฟิสคัล คลิฟ อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะไม่หดตัว ซึ่งส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเติบโตราวๆ 1.9%
สิ่งที่ต้องจับตามองจากนี้ในยกที่สอง คือ กลางเดือน ก.พ.นี้ สหรัฐจะมีการเจรจาปรับเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้นจาก 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขหนี้สาธารณะนี้อาจพุ่งขึ้นไปแตะชนเพดานตั้งแต่สิ้นปี 2555 ไปแล้ว รวมทั้งการตัดงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้
นี่ต่างหากที่จะเป็นตัวสะท้อนความแข็งแกร่ง หรือความง่อนแง่นประเทศมหาอำนาจของโลกได้จริง
เงื่อนเวลาอีก 2 เดือน จึงเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเฝ้ามองด้วยใจระทึก เพราะแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจโลกจะหลีกหนีความผันผวนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐได้พ้น ลำพังการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของสหรัฐทั้งมาตรการคิวอี 1 ถึงคิวอี 3 แค่คิวอี 3 อย่างเดียวก็คาดกันว่าจะมีเงินไหลเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ผลที่ผ่านมาของคิวอี 3 ที่เริ่มปฏิบัติการในเดือน ก.ย. 2555 ก็เริ่มออกฤทธิ์เดชต่อตลาดทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียและตลาดหุ้นไทย มีเงินไหลเข้าจนทำให้หลายฝ่ายกังวลสัญญาณฟองสบู่อ่อนๆ ในตลาดหุ้นไทยที่เริ่มก่อตัวให้เห็นบ้างแล้ว
แค่วันแรกหลังสหรัฐรับร่างกฎหมายเลี่ยงฟิสคัล คลิฟ เงินบาทไทยก็ผันผวนแข็งค่าวันเดียวเกือบ 0.20 บาท เปิดตลาด 30.56 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ปิดตลาดอยู่ที่ 30.37 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า สิ้นปีนี้อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าไปถึง 29 บาท/เหรียญสหรัฐ และจะเห็นเงินไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอยู่มาก ทั้งคิวอี 3 และญี่ปุ่นที่น่าจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเช่นกัน
เมื่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ไม่มีอุปสรรคใดต้องกังวล ก็ยิ่งทำให้เงินแข็งค่า ราคาทองคำขยับ ตลาดหุ้นสดใส ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
หากจำกันได้สิ้นปีก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มแสดงความกังวลต่อมาตรการคิวอี 3 และเห็นสัญญาณสภาพคล่องในโลกที่มีจำนวนมาก เงินเริ่มไหลเข้าไทยผ่านตลาดหุ้น จึงมีเสียงลือว่าอาจเห็น ธปท.คลายกฎเงินทุนเคลื่อนย้ายอีกรอบ แต่จนแล้วจนรอด ธปท.ก็ยังไม่ออกมาตรการเพิ่ม
เมื่อหันไปดูกฎที่ ธปท.ผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นในปี 2555 ก็มีผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพบางรายได้ดำเนินการบ้างแล้ว นั่นคือ ธปท.ผ่อนคลายให้บริษัทจดทะเบียนไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรง
นอกจากนี้ ยังให้คนไทยลงทุนในตราสารสกุลเงินตราต่างประเทศที่ออกและขายในประเทศได้ ให้ผู้ลงทุนสถาบันที่บริหารการลงทุนของรายย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เสรี และผ่อนคลายให้รายย่อยลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้โดยไม่ต้องอนุญาตจาก ธปท.
มีการประเมินว่า เงื่อนไขที่ผ่อนคลายให้นักลงทุนในปี 2555 เพื่อให้เงินไหลออก และทำให้ ธปท.บริหารค่าเงินได้ไม่ยากเกินไปนั้น ก็มากเสียจนผู้ปฏิบัติเองยังใช้ช่องทางเหล่านี้ได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นบางส่วนก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่ ธปท.ต้องออกกฎเพิ่ม เพื่อเชื้อเชิญให้นักลงทุนไทยขยายธุรกิจและการลงทุนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แผนของ ธปท.ในปีนี้ที่เตรียมผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายอีกระลอก คือ 1.การลงทุนโดยตรง ผ่อนคลายให้บุคคลธรรมดาลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัดวงเงิน
สำหรับนิติบุคคลไทยสามารถลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้เสรีตั้งแต่ปี 2553 และ 2.การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เพิ่มประเภทผู้ลงทุนสถาบัน และไม่จำกัดวงเงินผู้ลงทุนต่อราย ซึ่ง ธปท.ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขยายขอบเขตหลักทรัพย์ที่ลงทุนให้ รวมถึงตราสารเงินตราต่างประเทศที่ออกและเสนอขายในไทยด้วย
ในปี 2555 คาดว่ามีเงินทุนของไทยออกไปซื้อสินทรัพย์และหลักทรัพย์ในต่างประเทศแล้วประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่ อาทิ ปูนซิเมนต์ไทย ปตท. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นต้น
แต่กฎของปี 2556 นั้น อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงการคลัง โดย ธปท.จะเป็นผู้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ดำเนินการในต้นปีนี้ ซึ่ง ธปท.ระบุก่อนหน้านี้ว่า อาจจะออกมาตรการใหม่ในเดือน ม.ค.นี้
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ระหว่างนี้ก็ต้องตามดูว่า ธปท.จะเริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายของปี 2556 ได้เมื่อใด เพราะขณะนี้มีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวช่วยให้ ธปท.ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก
หนึ่ง คือ การรอเวลาจากช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยพุ่งเป้าหมายไปที่สหรัฐกับประเด็นความชัดเจนของรายละเอียดการปรับลดรายจ่ายทางการคลัง รวมถึงทางออกของปัญหาหนี้สาธารณะที่จะชนเพดานในเงื่อนเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
สอง คือ การใช้นโยบายการเงินเป็นตัวคุมเงินทุนไหลเข้า โดยมีการคาดกันว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม 2.75% เพื่อเป็นแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้ให้ขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง
การคงอัตราดอกเบี้ยนอกจากจะช่วยลดแรงกระแทกจากเงินทุนเคลื่อนย้ายแล้ว ยังเป็นเงื่อนเวลาที่ประจวบเหมาะกับการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ตอนนี้แบกภาระต้นทุนหลังแอ่น หาก ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่ม
และหากเลวร้ายถึงขั้นเอสเอ็มอีบางรายต้องปิดตัวลง ก็จะกระทบเศรษฐกิจกันเป็นลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งยังไม่รวมปัจจัยต่างประเทศที่ปีนี้ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นลูกผีลูกคน
ช่วงเวลานี้ ธปท.จึงมีเวลารอดูเชิงได้อีกระยะ ก่อนงัดเครื่องมือเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ตั้งท่าผันผวนตลอดปี
และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อ ธปท. หากบริหารอัตราแลกเปลี่ยนได้ไม่ดีพอ โอกาสที่ ธปท.จะล้างขาดทุนสะสมจากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท ก็ทำได้ยากขึ้น ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นขาดทุนมากขึ้น
ดังนั้น ธปท.จะใช้ความรอบคอบในการออกมาตรการเจาะช่องให้เงินบาทไหลออกไปลงทุนต่างประเทศอย่างแน่นอน







